วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์
15 เม.ย. 2569

คดียิง สส.นราฯ ส่อเค้าจบไม่ลง! เปิด 4 ปมปริศนาจากรถ กอ.รมน. สู่ทีมสังหารรบพิเศษรีคอน จับพิรุธ "กระสุนใหม่" ที่ไม่เคยมีประวัติการยิง
ข่าว
15 เม.ย. 2569

คดียิง สส.นราฯ ส่อเค้าจบไม่ลง! เปิด 4 ปมปริศนาจากรถ กอ.รมน. สู่ทีมสังหารรบพิเศษรีคอน จับพิรุธ "กระสุนใหม่" ที่ไม่เคยมีประวัติการยิง
15 เมษายน 2569 คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กำลังกลายเป็นเผือกร้อนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐอย่างรุนแรง เนื่องจากมีหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงไปถึงบุคลากรและยุทโธปกรณ์ของกองทัพ แต่คำชี้แจงจากระดับนโยบายกลับยิ่งสร้างคำถามมากกว่าคำตอบ
คดียิง สส.กมลศักดิ์ ทำท่าจะ “จบไม่ลง” จากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
1.คนร้ายใช้รถในราชการของ กอ.รมน. ไปก่อเหตุ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และตั้งข้อสงสัยว่า มีกำลังพล บุคลากรของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคง เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
2.คำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ออกมาแถลงข่าว เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ยิ่งสร้างความไม่เชื่อมั่น และยิ่งขยายวงปัญหาให้บานปลายหนักกว่าเก่า
โดยคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้พยายามลบเงื่อนงำทั้งหมดในคดี แต่กลับสร้างเงื่อนไขใหม่ตามมา เช่น การปิดไมค์พูดทำนองว่า “ถ้าเป็นผมทำ…ไม่รอแน่” รวมไปถึงการกล่าวพาดพิงสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางศาสนาอิสลามที่สำคัญของพื้นที่ และมีความอ่อนไหวอย่างยิ่ง
ส่วนประเด็นที่เป็นเงื่อนงำ และสังคมค้างคาใจ กลับไม่มีการคลี่คลายแม้แต่น้อย ซึ่งมีอยู่ 4 ประเด็นด้วยกัน คือ
1.ข้อมูลการยืมรถจาก “เรือเอกวิโรจน์” หนึ่งในผู้ต้องหา อดีตทหารเรือที่ผ่านหลักสูตรรบพิเศษ “รีคอน” ปรากฏว่าเคยยืมรถมาแล้วหลายครั้ง การยืมแต่ละครั้ง เพื่อไปใช้ปฏิบัติการสะกดรอย หรือยิง สส.กมลศักดิ์ มาก่อนหรือไม่
และที่สำคัญยังสอดคล้องกับข้อมูลการยืมรถ ที่มีข่าวว่า นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ นายทหารเรือ สังกัด กอ.รมน.นราธิวาส ที่รับผิดชอบเรื่องการรักษารถยนต์ของ กอ.รมน. ให้การเอาไว้ว่าเคยยืมกันมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยอ้างว่าไปนำไปใช้ติดต่อธุรกิจ (ซึ่งไม่ได้บอกว่าธุรกิจอะไร เพราะเป็นพื้นที่พิเศษอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)
เพราะการเลือกตั้งเพิ่งผ่านมาไม่ถึง 2 เดือน หากโดนตามสังหารมาแล้วหลายครั้ง จึงน่าจะมีมูลเหตุอื่นร่วมด้วย ในการจ้างวานสังหาร หรือลงมือสังหาร
2.อาวุธปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ มีข่าวว่า ตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามยึดได้แล้ว โดยมีการนำปืนไปแยกชิ้น ทำลาย และทิ้งลงแม่น้ำ
แต่ผลตรวจอาวุธปืนยังไม่ออกมา จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ที่มาของอาวุธปืนมาจากแหล่งใด วิถีการยิง และการใช้อาวุธ เป็นรูปแบบใด เพราะจะเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกลับไปมัดผู้ต้องหาที่ถูกระบุว่าเป็น “มือปืน” ได้
แต่หากผลตรวจอาวุธปืนออกมาไม่ชัดเจน อาจเป็นช่องโหว่หรือช่องรอดของกลุ่มผู้ต้องหาในคดีได้เหมือนกัน
3.มีข่าวออกมาเกี่ยวกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ มากกว่า 30 นัด เป็นปลอกกระสุนใหม่ พ.ต.อ.ทวี ใช้คำว่า “เบิกใหม่”
ความหมายของ “ปลอกกระสุนใหม่” คือ ยิงจากอาวุธปืนที่ไม่เคยถูกเก็บหลักฐานการยิง จึงมีความเป็นไปได้ 2-3 ประการ คือ
หนึ่ง ทีมสังหารไปจัดหา ปืนใหม่ และกระสุนล็อตใหม่ มาใช้เพื่องานนี้
สอง ทีมสังหารใช้ปืนผิดกฎหมายในตลาดมืด ซึ่งไม่ใช่ปืนของทางราชการ หรือของคนร้ายที่เคยใช้ และถูกเก็บหลักฐานการยิงเอาไว้แล้ว
หรือสาม ทีมสังหารใช้ปืนถูกกฎหมายของหน่วยราชการบางหน่วย ที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องยิงทดสอบเพื่อเก็บหลักฐานการยิงไว้เป็นฐานข้อมูล
ความเป็นไปได้ข้อ 3 นี้เองที่ทำให้สังคมคาใจว่า มีการใช้ยุทโธปกรณ์ของทางราชการในการก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ นอกเหนือจากรถกระบะของ กอ.รมน.นราธิวาส หรือไม่
4.ผู้บงการที่สั่ง หรือจ้างวานให้สังหาร สส.กมลศักดิ์ คือใครกันแน่
พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า “คนบงการต้องมีอำนาจมาก” เพราะใช้ “ทีมผสม” ซึ่งเป็นอดีตทหาร ทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ใช่มือปืนท้องถิ่นธรรมดา แถมอาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธที่ไม่มีประวัติ รวมถึงกระสุนก็เป็นกระสุนใหม่ ไม่ใช่ล็อตที่เคยใช้ด้วย
ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ฟันธงในการชี้แจงเมื่อวันที่ 13 เมษายนว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง เป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” การพูดแบบนี้ ทำให้ พลโท พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. ตั้งคำถามสวนกลับว่า เมื่อแม่ทัพกล้าฟันธงว่าหน่วยงานรัฐไม่เกี่ยว แปลว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่า คนบงการคือใคร
นอกจากนี้ พลโทพงศกร เพิ่งให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” โดยสังเคราะห์เหตุการณ์ยิง สส.กมลศักดิ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ และเป็นการโต้กลับคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างมีน้ำหนัก
โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า หน่วยงานรัฐไม่เกี่ยวข้อง แต่ พลโทพงศกร มองว่า ปฏิบัติการนี้ ไม่ใช่การกระทำของ “มือปืน” เพราะมือปืนไม่ลงมือแบบนี้ วิธีการยิงไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” เพียงแต่คนปฏิบัติเป็นอดีตทหารนอกราชการ ฉะนั้นหน่วยงานความมั่นคงและแม่ทัพต้องพิสูจน์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เนื่องจากปัจจุบันไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้ว ยิ่งมีการใช้รถของทางราชการไปเป็นพาหนะ ยิ่งทำให้คนไม่เชื่อมั่นเลย
อย่างไรก็ดี พลโท พงศกร ออกตัวว่า ตนก็ยังเชื่อว่า แม่ทัพภาคที่ 4 หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กอ.รมน.ไม่รู้เห็นเรื่องนี้ จึงขอเสนอทางออกในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
ข่าวล่าสุด