เนชั่นทีวี

ข่าว

4-3-60 รายการ PRIME TIME กับเทพชัย : ปรองดองแห่งชาติ...ใกล้เป็นจริง ?

04 มี.ค. 2560 |

4-3-60 รายการ PRIME TIME กับเทพชัย : ปรองดองแห่งชาติ...ใกล้เป็นจริง ?

หัวหน้า คสช. กำลังผนึกพลังของคนทุกกลุ่ม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารขับเคลื่อนการปรองดองแห่งชาติ ทั้ง ผู้นำภาครัฐ ข้าราชการ ผู้นำภาคธุรกิจ เอ็นจีโอ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในระดับท้องถิ่น ขณะที่รายงานปรองดองฉบับ "สภาปฏิรูป" ล่าสุด มีข้อเสนอให้ คสช.สะสางปัญหาภายใน 1 ปี หลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วภารกิจปรองดองครั้งนี้ จะเข้าใกล้ความสำเร็จแค่ไหน


ดูเหมือนมันจะเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  ที่จะสร้างความปรองดองและปฏิรูป ก่อนประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายของ "โรดแม็พ" ของ คสช.
ถ้ากลุ่มคนที่ถือว่ามีบทบาทมากที่สุดในสังคมในด้านต่างๆ เหล่านี้ ไม่สามารถช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ในการสร้างความปรองดองได้และทำให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างมียุทธศาสตร์ได้ ก็คงมีคำถามอย่างแน่นอนว่า จะมีใครอีกที่จะทำให้กลุ่มคนที่เป็นคู่ขัดแย้งหันหน้าเข้าหากันได้ และถึงแม้ทุกคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ดึงมาช่วยงานจะพยายามอย่างเต็มที่ ก็ยังมีข้อสงสัยว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหนในกรอบเวลา 1 ปีที่พล.อ. ประยุทธ์ได้ประกาศไว้
แต่ในเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์กระโดดลงมาเล่นเต็มตัวพร้อมกับการสร้างกลไกปฏิรูปและปรองดองที่มีภารกิจชัดเจน ความคาดหวังก็ย่อมมีมากกว่าในช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองสามัคคี หรือ ป.ย.ป คือกลไกหลักที่ คสช. ใช้ในการขับเคลื่อน   และการทำเวิร์คชอปของคณะกรรมการนี้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีพล.อ. ประยุทธ์เป็นประธาน ถูกมองว่าเป็นการประกาศนับหนึ่งใหม่อีกครั้งของความพยายามสร้างความปรองดองและผลักดันการปฏิรูปประเทศของ คสช.   
ถ้าดูจากกลไกที่เป็นคณะกรรมการ 4 ชุด ที่ทำหน้าที่เป็นแขน-ขาของ ป.ย.ป. ก็น่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าความพยายามสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศรอบนี้มีทิศทางมากกว่าสองปีที่ผ่านมา ถึงแม้ยังมีใครตอบได้ว่าสุดท้ายแล้วปลายทางจะเป็นอย่างไร
การที่พลเอกประยุทธ์ลงมานั่งหัวโต๊ะประชุมด้วยตัวเองกับกรรมการเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า คสช. ต้องการจะให้มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
ความเคลื่อนไหวสำคัญที่จะถูกจับตามองมากเป็นพิเศษคือการการประชุมของคณะกรรมการใหญ่หรือ ป.ย.ป.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม จะเป็นครั้งแรกที่กลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทโดดเด่นในด้านต่างๆ ของสังคมจะปรากฏตัวในฐานะกลุ่มคนที่จะเข้ามามีส่วนในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งและปฏิรูปประเทศคนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำในวงการต่างๆ 39 คน ที่พลเอกประยุทธ์แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ 4 ชุด ภายใต้ ป.ย.ป.นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยวิรไทย สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตเบอร์หนึ่งของปูนซิเมนต์ไทยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักวิชาการชื่อดังนายชาติศิริ โสภณพนิช  และนายบัณฑูร ล่ำซำนายธนาคารระดับแนวหน้าความคาดหวังของ พล.อ.ประยุทธ์คือผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ จะทำหน้าที่มากกว่าให้คำปรึกษา   แต่จะมีภารกิจและบทบาทที่ชัดเจนในเรื่องที่กำหนด  และลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย
อีกด้านหนึ่งคือการดึงข้าราชการ ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง และอธิบดีกรม ให้เข้ามามีส่วนในการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง   เริ่มจากเตรียมจัดหลักสูตรปรับทัศนคติข้าราชการ เพื่อขับเคลื่อนงานของ ป.ย.ป.และให้คิดนอกกรอบระบบราชการ รวมถึงเตรียมจัดหลักสูตรอบรมข้าราชการรุ่นใหม่ รวมทั้งคนรุ่นใหม่จากหลายภาคส่วน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยงาน ป.ย.ป.
เป้าหมายของ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะประธาน ป.ย.ป. คือการขับเคลื่อนงานในภูมิภาค ด้วยการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ เพื่อดึงให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ และกลุ่มเอ็นจีโอ เพื่อช่วยทำความเข้าใจกับทุกกลุ่มในภูมิภาค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ
วาระสำคัญของการประชุม ป.ย.ป. ในวันที่ 6 มีนาคมนี้คือการพิจารณารายงานผลสรุปเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ของคณะอนุกรรมาธิการที่มีพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เป็นเลขาอนุกรรมาธิการฯ ร่างรายงานฉบับนี้ ได้ส่งถึงมือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อส่งต่อไปยัง ป.ย.ป.ให้ทันกรอบการทำงานเรื่องปรองดองของรัฐบาล
รายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นจากการรับฟังบุคคลและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง  
รายงานฉบับนี้เน้นเรื่อง การค้นหาความจริง การเยียวยา และการให้อภัย   โดยเสนอให้รัฐบาลทำ 6 ภารกิจ ให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยเริ่มต้นหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้
เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองของ  สปท.ยอมรับว่า รายงานปรองดองฉบับนี้ ได้ตั้งเป้าหมายความสำเร็จในระยะ 1 ปี นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติตามแผน โดยเสนอแบ่งงานออกเป็น 6 กลุ่ม คือ 1.ทำความจริง ให้ปรากฎ  2.แสวงหาความร่วมมือ 3.อำนวยความยุติธรรม สำนึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การให้อภัย 4.การเยียวยา 5.สร้างแนวทางการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันความรุนแรงในอนาคต  โดยภารกิจทั้งหมด จะกำหนดกรอบเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ  และเรื่องสำคัญที่ข้อสรุปในรายงาน เห็นว่าควรทำในสถานการณ์ปัจจุบันคือ การอำนวยความยุติธรรม โดยเฉพาะการเยียวยาเหตุการณ์ในปี 2535, 2552, 2553 และ 2557 ที่มีผู้สูญเสีย ทั้งบาดเจ็บ พิการ เสียชีวิต ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน โดยเสนอให้ออกกฎหมาย ระบุรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องรองรับ
ขณะที่การค้นหาความจริงของเหตุการณ์ความขัดแย้ง ต้องดำเนินการศึกษาและค้นหา และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านการตั้งคณะกรรมการเพื่อค้นหาความจริง การเยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยอาศัยกรรมการของรัฐบาล คสช.ดำเนินการ                ส่วนการอำนวยความยุติธรรมนั้น เสนอให้ตั้งคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ตามร่างกฎหมายอำนวยความยุติธรรม ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.จะพิจารณายกร่าง 
ในส่วนขอมาตรการป้องกันความขัดแย้งในอนาคตนั้น รายงานฉบับนี้ เสนอให้มีกลไก"กันชน" ลดความขัดแย้งในอนาคต โดยระบุให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะพิจารณาตั้งคณะกรรมการศึกษาและพิจารณาถึงกลไกการป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอนาคต  โดยเป็น "กรรมการคนกลาง" ที่มีกฏหมายรองรับ เป็นกลไกในการเตือนคู่ขัดแย้ง และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  เพื่อเป็น "กันชน" ของความขัดแย้ง พร้อมกับต้องกำหนดอำนาจให้กลไกนี้ตามสมควร เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษ
ในรายงานฉบับนี้ ยังวางภารกิจ และกิจกรรมรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) และหน่วยราชการอื่นๆ รวมถึงสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง ต้องปฏิบัติ โดยเริ่มต้นกระบวนการภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ 
 โดยช่วงแรก รัฐบาลร่วมกับสถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิชาการ ต้องจัดเวทีสานเสวนา เพื่อให้ทุกฝ่ายของสังคม ไม่จำกัดเฉพาะคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้าหารือและพูดคุย แนวทางสร้างความปรองดองและลดขัดแย้ง เมื่อการสร้างความปรองดอง เป็นเรื่องในลำดับแรกๆ ที่รัฐบาลและคสช.ให้ความสำคัญ นี่จึงเป็นข้อเสนอ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการปรองดอง ที่มุ่งให้เกิดผลจริง เพื่อไปถึงความสำเร็จ

ข่าวล่าสุด