เนชั่นทีวี

ข่าว

ทำไม “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์”ต้องขยับ?

23 ก.พ. 2559

ทำไม “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์”ต้องขยับ?

กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกสื่อต่างประเทศวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเรียกร้องการการเจรจากับรัฐบาลนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากการได้เห็นข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มีกลไกพิเศษรองรับในระยะแรกช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมทั้ง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ( สปท. )ให้ความเห็นชอบและเสนอต่อรัฐบาล แล้ว


ยังมีเหตุผลมาจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องสาว กำลังถูกดำเนินคดีอาญา ในข้อหา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ่ ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและได้มีการไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สองไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ซึ่งคดีงวดเข้ามาทุกขณะและศาลอาจมีการตัดสินภายในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2560 รวมทั้งคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ อาจต้องชดใช้นับแสนล้านบาทก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงการเปิดบ้านให้สื่อต่างประเทศเข้าเยี่ยมแปลงผัก ซึ่งแน่นอนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเธอจงใจที่จะให้สัมภาษณ์เฉพาะสื่อต่างประเทศเท่านั้น จากความเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของอดีตนายกฯสองพี่น้อง จึงทำให้ถูกตั้งคำถามว่านี่คือ "ยุทธศาสตร์ โลกล้อมประเทศ หรือไม่

ทำไม “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์”ต้องขยับ?

และยังมีคดีสำคัญอีกคดีหนึ่ง ที่อาจเป็นปมเหตุให้ ทักษิณ ต้องออกโรงนิ่งเฉย อยู่ไม่ได้อีกต่อไป คือ คดีฟอกเงินซึ่งเป็นความผิดอาญาเกี่ยวเนื่องกับคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร โดยคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอและได้มีการติดต่อเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ เข้าให้ปากคำ เพื่อให้ชี้แจงเหตุผลในการรับเช็คจากบุตรชายของผู้บริหารกฤษดามหานคร แต่นายพานทองแท้ได้ขอเลื่อนนัดให้ปากคำออกไป
ดังนั้นจึงต้องมองย้อนรอย ไปถึงเมื่อครั้งที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกร้อยโท สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานบอร์ดบริหารธนาคารกรุงไทยและนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เป็นเวลา 18 ปี จากการอนุมัติสินเชื่อกว่า 8 พันล้าน ให้กับบริษัทในเครือของบริษัทกฤษฎามหานคร พร้อมให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนให้กับ ธ.กรุงไทย ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เป็นกรรมการอนุมัติสินเชื่อ และกลุ่มเอกชนที่ทำการขอสินเชื่อให้จำคุกคนละ 12 ปี โดยคดีนี้ มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่1 แต่ศาลได้สั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ไว้ชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีคดีสำหรับพฤติการณ์ของเรื่องนี้มีว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ในขณะนั้น ได้ให้สินเชื่อกับ กลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร ทั้งที่ ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานครและหากมองย้อนไปมากกว่านั้น ก็จะพบว่าในชั้นการตรวจสอบของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) จะพบว่า เมื่อตอนที่ คตส. สรุปสำนวนคดีส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อนั้น ในสำนวนของ คตส. มีผู้กระทำความผิดถึง31 คน

ทำไม “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์”ต้องขยับ?

ครั้งนั้น กรรมการคตส. ท่านหนึ่ง เคยระบุว่าการดำเนินการปล่อยกู้ มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อโดยเร่งด่วน มีเงินที่นำไปให้พวกพ้อง มีการโอนเงินให้ลูกชายของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นผู้สั่งการให้อนุมัติสินเชื่อ จากนั้นก็โอนเงินให้บิดาของอดีต ส.ส.ลูกพรรค และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบิดา, เลขาฯ ส่วนตัว ของภรรยาหัวหน้าพรรค เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 4.5 พันล้านบาททั้งนี้ คตส. เคยกล่าวหาว่า มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง 5 ส่วนด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มนักการเมือง คือ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร, นายพานทองแท้ ชินวัตร,นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และนายมานพ ทิวารีต่อมา คดีนี้ อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ , กรรมการบริหาร, กรรมการสินเชื่อ, เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และกลุ่มบริษัทเอกชนรวม 27 ราย เมื่อวันที่ 13 มิ.ย 2555 แต่มีคนที่เคยถูก คตส. กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายพานทองแท้ รวมอยู่ด้วยและเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาให้จำคุกอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและอดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ดีเอสไอ จึงได้ปัดฝุ่นคดีฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งค้างอยู่ขึ้นมาทำอีกครั้ง เนื่องจากยังมีผู้เกี่ยวข้องกับการรับเช็คสั่งจ่ายจากกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานครอีกจำนวนหนึ่งแต่ยังไม่ถูกดำเนินคดีฟอกเงินและรับของโจร อันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการทุจริตปล่อยกู้ โดยคดีรับของโจรอายุความ10ปี ซึ่งขาดอายุความไปในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงเหลือเพียงคดีฟอกเงินที่ถูกส่งมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ดำเนินการก่อนจะครบอายุความในปี2561

ทำไม “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์”ต้องขยับ?


โดยการสอบสวนก่อนหน้าที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา มี พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มีการทำชาร์ตเส้นทางการเงินแต่ไม่ตอบโจทย์อะไรมากนักและมีการสอบปากคำพยานไปแล้ว148ปาก อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมที่จะเรียกผู้ต้องหา4-6รายซึ่งเป็นผู้ที่มีรายชื่อเป็นจำเลยในคดีทุจริตปล่อยกู้ฯตามที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินเพิ่มอีก1ข้อหาแต่เมื่อ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดใหม่ จึงนำสำนวนคดีชุดเดิมมาสอบทานพร้อมเปรียบเทียบกับรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯความยาว76หน้ากระดาษ พบว่า ต้องสอบสวนใหม่ทั้งหมด โดยตั้งต้นจากชาร์ตเส้นทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ซึ่งข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ว่า เงินถูกส่งต่อไปให้ใครและออกตั๋วแลกเงิน-เช็คกี่ฉบับโดยเฉพาะในส่วนของการจ่ายเช็ค 26 ล้านบาท ในวันที่ 30 ธ.ค.46 โดยนายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานบริษัทกฤษดามหานครได้ซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชี นายพานทองแท้. ชินวัตร แต่ในเย็นวันเดียวกันได้สั่งยกเลิกเช็ค แล้ววันรุ่งขึ้นได้ซื้อแคชเชียร์เช็คโอนเข้าบัญชีนางเกศินี จิปิภพ แม่ของนางกาญจนาภา หงส์เหิน. เพื่อซื้อหุ้นบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัดในชื่อพนักงานบริษัทฮาวคัม จำกัดและบริษัทมาสเตอร์โฟนจำกัด ซึ่งมี นายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงเป็นเหตุให้ นายพานทองแท้ ชินวัตร ,นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ,นายวันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนภา ,นางเกศินี จิปิภพ แม่ของนางกาญจนาภาและนายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี ถูกดีเอสไอเรียกเข้าให้ปากคำชี้แจงระหว่างวันที่ 14- 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ถึงเหตุผลในการรับเช็คจากนายรัชฎา กฤษดาธานนท์.ลูกชายของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ว่ามีมูลหนี้ใดต่อกัน แต่ที่ผ่านมาบุคคลทั้ง 5 ขอเลื่อนนัดให้ปากคำออกไปโดยอ้างว่าอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารประกอบคำให้การ ส่วนนายพานทองแท้ขอให้พนักงานสอบสวนไปสอบปากคำนอกสถานที่ แต่ดีเอสไอยืนยันให้เดินทางมาให้ปากคำที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องจับตากันต่อไปว่า การสอบสวนขยายผลของดีเอสไอในคดีฟอกเงิน จะออกผลสัมฤิทธิ์แค่ไหน