ทุกหน้าแล้งเขื่อนปากมูลจะถูกปิด แม้เจ้าหน้าที่จะให้เหตุผลว่าเพื่อกักเก็บน้ำ แต่กลับสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตชาวบ้านมานานกว่า 26 ปี การสร้างเขื่อนไม่เพียงแค่ทำให้จำนวนปลาลดลง และรายได้จากการประมงหดหาย แต่วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องเปลี่ยนไปโดยไม่ได้ร้องขอ นี่คือปัญหาที่สะท้อนถึงนโยบายของรัฐส่วนกลาง ที่ไม่เข้าใจในความต้องการของท้องถิ่น
การบริหารท้องถิ่น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นปากเสียงของชาวบ้าน ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เหตุผลหลัก เกิดจากองค์กรหลายแห่งถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง มิหนำซ้ำยังรวมหัวกับข้าราชการก่อสร้างระบบอุปถัมถ์ กอบโกยผลประโยชน์ ละทิ้งเจตนารมย์ทำงานเพื่อชุมชน
เมื่อการปฏิรูปท้องถิ่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ โจทย์ครั้งนี้จึงตกมาอยู่ที่คณะผู้ร่างกติกาใหม่ของประเทศ อย่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแนวคิดที่น่าสนใจ คือข้อเสนอว่าด้วย "จังหวัดจัดการตนเอง" ที่จะเข้ามาเป็นมิติใหม่ของการกระจายอำนาจ
จังหวัดจัดการตนเองมีหลักเบื้องต้น 4 ข้อ ต้องมีผู้บริหารจังหวัดจากการเลือกตั้งโดยตรง มีปลัดจังหวัดที่มาจากการสรรหาจากข้าราชาการ มีหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด และที่สำคัญข้าราชการจำนวนมาก จากส่วนภูมิภาค และ อบจ. จะถูกโอนย้ายจากส่วนภูมิภาค และ อบจ. มาเป็นข้าราชการจังหวัด ข้อเสนอนี้จึงถูกวิจารณ์ และต่อต้านจากข้าราชการหลายฝ่าย
โดยกรรมาธิการยกร่างฯ วุฒิสาร ตันไชย วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ "จังหวัดปกครองตัวเอง" ต้องทำอย่างประนีประนอม ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพื่อให้เวลาองค์กรท้องถิ่นต่างๆสามารถปรับตัวได้ทัน
จังหวัดปกครองตนเอง จะทำงานผ่านกลไกสำคัญ คือ "สภาพลเมือง" สะท้อนความต้องการ และปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้าน พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับการปกครอง โดย อาจารย์ วุฒิสาร ก็ตั้งเงื่อนไขไว้ด้วยว่า สภาพลเมืองนี้ ต้องมีลักษณะที่ยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวตามพัฒนาการของชุมชนได้
แนวคิดข้อเสนอจังหวัดปกครองตนเอง เคยปรากฏแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในมาตรา 79 ว่า เมื่อประชาชนมีความพร้อม สามารถเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจัดตั้ง องค์กรท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้ แต่แนวคิดนี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น จึงต้องจับตาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จะเติมเต็มความฝันให้ชาวบ้านในหลายจังหวัด ที่จะได้จัดการจังหวัดของตัวเองอย่างแท้จริงหรือไม่