อุตสาหกรรมก่อสร้างสาหัส คาดปีนี้ติดลบ 20%

อุตฯก่อสร้างอ่วมดัมพ์ราคาแย่งงาน งบลงทุนภาครัฐสะดุด-วิกฤติหนักสุดหลังยุคต้มยำกุ้ง
ข่าว
อุตสาหกรรมก่อสร้างสาหัส ชะเง้อรองบลงทุนจากภาครัฐ มองปีนี้ติดลบ 20% ตกต่ำสุดหลังยุคต้มยำกุ้ง ผู้รับเหมาเบนเข็มโดดแย่งงานเอกชน งัดกลยุทธ์ดัมพ์ราคาสู้ ห่วงต้นทุนก่อสร้างสูงโครงการอาจถูกทิ้ง
นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ภาวะสุญญากาศที่เป็นอยู่ขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในปีนี้ให้ติดลบราว 20% ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 16-17 ปี นับตั้งแต่ปี 2539-2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เนื่องจากโครงการลงทุนใหม่ๆ ของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันงบที่ใช้ได้คือ งบประมาณผูกพันที่มีสัญญาและใช้จ่ายอยู่ ส่วนงบประมูลโครงการใหม่ๆ ต้องรอการพิจารณาและอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่างบลงทุนของรัฐและรัฐวิสาหกิจในโครงการใหม่คงเกิดยาก
"คาดว่าการเมืองจะมีทางออกและมีรัฐบาลบริหารประเทศได้ภายในไตรมาสที่ 4 หลังจากนั้นอีก 4-5 เดือน จึงจะเริ่มมีโครงการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น" นายกฤษดากล่าวและว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างมีมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนจากเอกชน 60% ภาครัฐ 40% ซึ่งปกติภาพรวมไม่โต แต่ไม่ก็เคยติดลบ ไม่ว่าปี 2553 ที่มีปัญหาทางการเมือง หรือปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เวลานี้อุตสาหกรรมก่อสร้างหดตัว 6 เดือนแล้ว และคาดว่าจะส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนแปนผันประมาณ 10-15%"
นายกฤษดา กล่าวอีกว่า จากการที่โครงการของรัฐลดน้อยลง ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต่างหันไปประมูลงานเอกชน และใช้กลยุทธ์ดัมพ์ราคาต่ำกว่าคู่แข่ง 5-7% ทำให้น่าเป็นห่วงว่าผู้ประกอบการจะดำเนินโครงการให้ลุล่วงได้หรือไม่ เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างยังสูง และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างฟื้นตัว ภาครัฐและเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น อาจทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงานเก่าไปเพื่อรับงานใหม่ที่ราคาดีกว่าแทน
ทั้งนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยรวมอยู่ในภาวะซบเซา โดยรายเล็กที่มีโครงการลงทุนมูลค่า 5 ล้านบาท แม้เป็นงานระยะสั้นก็ได้รับผลกระทบ และไม่สามารถหางานใหม่ได้เมื่อก่อสร้างเสร็จและหมดงานเก่า ส่วนรายกลางเมื่อถึงสิ้นปีหากไม่มีโครงการใหม่ก็ต้องเผชิญความท้าทายไม่แพ้กัน เนื่องจากงานที่มีอยู่ในมือใกล้จะแล้วเสร็จในปีนี้ ส่วนรายใหญ่ หากหางานก่อสร้างใหม่ไม่ได้ ที่สุดจะกระทบยอดขายที่รอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ในอนาคต
ด้าน นายวิสิฐษ์ โมไนยพงษ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนกังวลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีที่ล่าช้า ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนของประเทศในอนาคต ซึ่งปัจจุบันงบต่างๆ ที่ใช้อยู่เป็นงบประมาณเก่าที่เป็นงบประจำที่ใช้จ่ายอยู่แล้ว และเกรงว่าเหตุการณ์จะยืดเยื้อไปถึงปีงบประมาณใหม่ นอกจากนี้ปัญหาการเมืองยังกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจที่ไม่มีเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นการใช้จ่าย เช่น งานสัมมนาต่างๆ ที่จัดโดยภาครัฐ ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มธุรกิจเอกชนในปีนี้ก็หดหายไปค่อนข้างมาก
"ถ้าไม่มีงบประมาณใหม่ออกมา หรือออกมาล่าช้ากว่านี้ รับรองว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลงกว่านี้ ตอนนี้การลงทุนภาคเอกชนถือว่าพร้อมแล้ว ขาดแต่ภาครัฐมาขับเคลื่อน มองว่าประเทศไทยควรมีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ปล่อยไว้นานกว่านี้จะลำบากทุกฝ่าย" นายวิสิฐษ์กล่าว