เนชั่นทีวี

ข่าว

ออทิสติก 3.7 แสนเข้าถึงรักษาแค่ 15%

02 เม.ย. 2557 | wanchat

ออทิสติก 3.7 แสนเข้าถึงรักษาแค่ 15%

กรมสุขภาพจิต คาดคนไทยป่วยออทิสติก 3.7 แสนคน เข้าถึงบริการตรวจรักษาน้อยแค่ 15% ขณะที่สถิติคนออทิสติกจบการศึกษาทั่วโลกตกงานถึง 90% วอนให้โอกาสเปลี่ยนภาระเป็นพลัง

เมื่อวันที่ 2 เมษายร ที่ รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวในการเปิดงานรณรงค์เนื่องในวันออทิสติกโลก ประจำปี 2557 (World Autism Awareness Day 2014) ในหัวข้อ "Autism and work....Together we can" เปลี่ยนออทิสติกจาก "ภาระ" ให้เป็น "พลัง" สร้างสังคมไทยว่า ทุกวันที่ 2 เมษายนของทุกปี สหประชาชาติ (UN)ได้ประกาศให้เป็นวันออทิสติกโลก ซึ่งการติดตามโรคออทิสติก ในระยะเวลา10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เห็นได้จากรายงานการสำรวจอุบัติการณ์กลุ่มอาการออทิสติกของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2553 ที่พบความชุก 1 : 88. ขณะที่การสำรวจอย่างเป็นทางการของไทยในเด็กอายุ 0-5 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2547 พบ 1:1,000 (ร้อยละ 0.1)  โดยคาดว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยออทิสติก ประมาณ 370,000 คน ซึ่งปัญหาที่ผ่านมา. พบว่า ประชาชนยังเข้าใจเรื่องนี้น้อย ทำให้การเข้าถึงบริการน้อยมากเพียงประมาณ ร้อยละ 15 โดยจากรายงานจำนวนผู้ป่วยทางสุขภาพจิตของประเทศที่กระจายตามเขตสาธารณสุขรายจังหวัด ปี 2555 มีผู้ป่วยออทิสติกเข้าถึงบริการจำนวน 25,537 ราย คิดเป็นอัตรา 39.74 ต่อประชากรแสนคน จึง ขอย้ำว่าโรคนี้ สามารถรักษาได้เป็นโรคที่มีความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้า 3 ด้าน คือ ด้านสังคมภาษาและพฤติกรรม พบตั้งแต่กำเนิด สังเกตพบได้ก่อนอายุ 3 ขวบ สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว ให้รีบพาไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน      อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า เด็กออทิสติกที่มีความผิดปกติทางภาษาและสังคม จะแตกต่างกันที่ ไอคิว(IQ)  ร้อยละ40 มีไอคิวปกติใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 10 เป็นอัจฉริยะในบางด้าน เช่น การวาดภาพ หรือเล่นดนตรี  อีกร้อยละ 20มีไอคิวต่ำระดับน้อยถึงปานกลาง (50-69) สามารถเรียนร่วมและฝึกอาชีพได้ อาจมีปัญหาพฤติกรรมร่วมด้วย  ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ40 มีไอคิวต่ำกว่า 50 เป็นเด็กที่ชอบแสดงอาการก้าวร้าวแบบรุนแรงต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ป่วยออทิสติกต้องการการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง เหมาะสม และเข้มข้น โดยการผสมผสานวิธีการต่างๆ ทั้งในส่วนของการส่งเสริมพัฒนาการ การจัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสม การส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ ตลอดจนสวัสดิการสังคมและการดำเนินชีวิตในชุมชน. ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้มีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับบริการคัดกรองหาความผิดปกติและบำบัดรักษา กระตุ้นพัฒนาการ ตลอดจนปรับพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน. ย่อมช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามศักยภาพอย่างมีความสุข ทำกิจกรรมต่างๆได้เหมือนคนปกติทั่วไป     นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า วันออทิสติกปีนี้รณรงค์ภายใต้หัวข้อ "Autism and work....Together we can" เนื่องจาก พบว่าบุคคลออทิสติกที่จบการศึกษาหรืออยู่ในวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกมีอัตราการตกงานมากกว่า ร้อยละ 90 จึงควรร่วมกันดูแลช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ให้มีโอกาสในการทำงาน เช่น การส่งเสริมระบบการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพทั้งโปรแกรมเตรียมพื้นฐานอาชีพ (Prevocational Program)  โปรแกรมการสอนงาน (JobCoach Program)  หรือการสนับสนุนให้องค์กรเอกชนหรือองค์กรผู้ปกครองได้ร่วมดำเนินการกับสถานประกอบการ ส่งเสริมการจ้างงานบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืนตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน (Social Enterprise)หรือโรงงานในชุมชนของกลุ่มบุคคลออทิสติก(Community Workshop)  เพื่อการมีอาชีพและสามารถดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพ         "การมีงานทำของผู้พิการหรือผู้ป่วยออทิสติกจะช่วยส่งเสริมให้มีความมั่นใจในตนเองและได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้นนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เปลี่ยนจากภาระเป็นพลังของครอบครัว สังคมและประเทศชาติได้ ซึ่งการส่งเสริมให้บุคคลออทิสติกมีงานทำ ประกอบด้วย 3 หลักการ ได้แก่ 1.Chooseเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่บุคคลออทิสติกเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม 2. Get ผลักดันส่งเสริมให้สามารถทำงาน โดยมีขั้นตอนของการประเมินความสามารถและความสนใจในการทำงานการหางานให้ตรงกับความสามารถ  (Job match)  และการฝึกทักษะการทำงาน และ 3. Keep ติดตามผลและสนับสนุนให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง"นพ.เจษฎากล่าว

ข่าวล่าสุด