เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ทนพิษแบนไม่ไหว! Sanrio ถอดคอลเลกชัน Hello Kitty สังเวยดราม่าซีรีส์สายลับญี่ปุ่น

29 ต.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : ทนพิษแบนไม่ไหว! Sanrio ถอดคอลเลกชัน Hello Kitty สังเวยดราม่าซีรีส์สายลับญี่ปุ่น

เมื่อตลาดจีนคืออู่ข้าวอู่น้ำ ธุรกิจต่างชาติจึงต้องเดินบนเส้นด้าย! แบรนด์ระดับโลกอย่าง Sanrio ผู้สร้าง "Hello Kitty" ต้องรีบประกาศยกเลิกโปรเจกต์คอลแลปส์กับซีรีส์สายลับชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างกะทันหัน หลังเผชิญกระแสต่อต้านอย่างหนักในจีนจากเนื้อหาที่กระทบความอ่อนไหวระดับชาติ... นี่คืออีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ตอกย้ำว่า "อำนาจเงิน" และ "ความชาตินิยม" ทรงพลังแค่ไหนในแดนมังกร!

บริษัท ซานริโอ (Sanrio) ผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ระดับโลก ตัดสินใจยกเลิกความร่วมมือกับซีรีส์โทรทัศน์แนวสายลับของญี่ปุ่นอย่างกะทันหัน หลังเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในประเทศจีน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นกรณีลุกลามต่อเนื่องในเวลาเพียงไม่กี่วัน และตอกย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์อันยากลำบากที่บรรดาบริษัทและคนดังต่างชาติ ต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวังบนเส้นด้าย หากต้องการอยู่รอดในตลาดที่ทำกำไรมหาศาลแห่งนี้
 

🔵 [จุดชนวนดราม่า: เมื่อคิตตี้สวมบทสายลับซีรีส์ VIVANT] 


ต้นตอของเรื่องนี้มาจากซีรีส์ฮิตเรื่อง "VIVANT" ซึ่งผลิตโดยสถานีโทรทัศน์ TBS ของญี่ปุ่น (และมีให้รับชมผ่านทาง Netflix) ตัวซีรีส์มีเนื้อหาเกี่ยวกับสายลับญี่ปุ่นที่ต้องฟาดฟันกับองค์กรก่อการร้ายชื่อ Tent แต่จุดที่ทำให้ชาวจีนเดือดจัด คือเนื้อหาในซีซันล่าสุดที่มีการบรรยายถึง "หน่วยข่าวกรองของจีน (ซึ่งเป็นเรื่องสมมติ)" ว่าได้ทำการจับกุมและทรมานสายลับญี่ปุ่น

ความโกรธแค้นปะทุขึ้นบนโซเชียลมีเดียของจีนทันที เมื่อ Sanrio เปิดตัวคอลเลกชันตุ๊กตาสุดน่ารัก ซึ่งรวมถึง "Hello Kitty" ที่ถูกจับมาสวมชุดคอสเพลย์เป็นสายลับจากซีรีส์เรื่องนี้ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงจุดเดือดเมื่อสื่อของรัฐบาลจีนกระโดดเข้ามาร่วมวงประณามด้วย

🔵 [Sanrio แถลงขอโทษ-พับโปรเจกต์ทั้งหมด] 


เมื่อเจอกระแสต่อต้านหนักหน่วง บริษัทสาขาย่อยของ Sanrio ในจีนจึงต้องรีบออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า "เราขออภัยอย่างสุดซึ้งสำหรับความกังวลที่เกิดขึ้นกับทุกคน... สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เราเชื่อว่ามีเนื้อหาการนำเสนอที่ไม่สอดคล้องกับปรัชญาองค์กรของ Sanrio Group เราจึงตัดสินใจยุติความร่วมมือนี้ รวมถึงโปรเจกต์และกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งหมดที่จะตามมา"

ขณะเดียวกัน มาซามิเนะ ริวโฮ (Masamine Ryuho) ประธานสถานีโทรทัศน์ TBS ได้ออกมาชี้แจงผ่านสื่อท้องถิ่นถึงประเด็นของซีรีส์ต้นเรื่องว่า ซีรีส์เรื่องนี้ "เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งหมด และไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นประเทศใดประเทศหนึ่ง"


🔵 [วิบากกรรมแบรนด์ต่างชาติ และรอยร้าว 'จีน-ญี่ปุ่น'] 


การถอยทัพของ Sanrio ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตลาดจีนมีความสำคัญต่อธุรกิจญี่ปุ่นอย่างยิ่งยวด โดยในไตรมาสแรก Sanrio มียอดขายในจีนสูงถึง 9.8 พันล้านเยน (ราว 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พุ่งขึ้นเกือบ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ การแบนคิตตี้ยังเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับเหตุการณ์ที่ "คีเลียน เอ็มบัปเป้" (Kylian Mbappe) ซูเปอร์สตาร์นักเตะชาวฝรั่งเศส ต้องออกมาขอโทษหลังหลุดวิจารณ์อดีตผู้นำจีน เหมา เจ๋อตง ซึ่งส่งผลให้สปอนเซอร์ชาวจีนหลายรายตัดความสัมพันธ์กับเขาทันที

วิกฤตความอ่อนไหวเหล่านี้ ยังถูกซ้อนทับด้วยปมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้าวลึกระหว่างจีนและญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ของญี่ปุ่น กล่าวว่า หากจีนโจมตีไต้หวันซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อาจกระตุ้นให้รัฐบาลโตเกียวตอบโต้ทางทหาร

คำกล่าวนี้ทำให้จีนตอบโต้กลับด้วยการเรียกร้องให้พลเมืองงดเดินทางไปญี่ปุ่น และระงับการส่งออก "แร่หายาก" (Rare Earths) ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตทุกสิ่งตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปยังญี่ปุ่น

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ในสมรภูมิธุรกิจแดนมังกร ไม่ว่าแบรนด์ของคุณจะน่ารักใสซื่อแค่ไหน หากผลงานไปขีดข่วนเส้นแบ่งความชาตินิยม... ก็อาจถูกกระแสสังคมแบนจนแทบไม่มีที่ยืนได้เสมอ!

ข่าวล่าสุด