เนชั่นทีวี

ข่าว

ธนกร ชี้ PM2.5 ทุบเศรษฐกิจ แนะใช้เทคโนโลยี-แรงจูงใจแก้ฝุ่น

29 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ธนกร ชี้ PM2.5 ทุบเศรษฐกิจ แนะใช้เทคโนโลยี-แรงจูงใจแก้ฝุ่น

ธนกร วังบุญคงชนะ ชี้วิกฤตฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ รัฐต้องป้องกันต้นทาง ใช้เทคโนโลยีเสริมแรงจูงใจเกษตรกร หนุนตั้งศูนย์ข้อมูลกลางดับฝุ่นยั่งยืน

ธนกร วังบุญคงชนะ ชี้วิกฤตฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ รัฐต้องป้องกันต้นทาง ใช้เทคโนโลยีเสริมแรงจูงใจเกษตรกร หนุนตั้งศูนย์ข้อมูลกลางดับฝุ่นยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ชี้ PM2.5 ทุบเศรษฐกิจ: ธนกร ชี้ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล รัฐต้องลงทุนป้องกันตั้งแต่ต้นทางเพื่อลดงบประมาณระยะยาว
  • หนุนเทคโนโลยีลดเผา: เสนอใช้กฎหมายคู่เทคโนโลยี CEMS และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรปรับตัว ลดการเผาอ้อยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • จี้ตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง: หนุนตั้งศูนย์ข้อมูลกลางและกำหนดเจ้าภาพระดับนโยบายที่ชัดเจน บูรณาการทุกหน่วยงานเตรียมรับมือก่อนเข้าฤดูฝุ่น

29 ตุลาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย อภิปรายรับทราบรายงานกรรมาธิการไฟป่าและ PM2.5 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลใช้เทคโนโลยีสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง และกำหนดเจ้าภาพรับผิดชอบระดับนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรับทราบรายงานกรรมาธิการไฟป่าและ PM2.5 ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนของประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน ผลกระทบต่อธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณที่ภาครัฐต้องใช้แก้ปัญหาในแต่ละปี ตนอยากตั้งข้อสังเกตว่า เวลาพูดถึงงบประมาณแก้ปัญหาฝุ่น เรามักถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยถามว่า หากปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ประเทศต้องสูญเสียไปอีกเท่าไหร่ ดังนั้น การลงทุนป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทางไม่เพียงช่วยคุ้มครองสุขภาพประชาชน แต่ยังช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

นายธนกร กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งการควบคุมมลพิษจากโรงงานและการลดการเผาอ้อย ซึ่งตนมีโอกาสร่วมขับเคลื่อนในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะนั้นเราเน้นการป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยตรวจโรงงานเชิงรุก 2,472 แห่ง ใน 17 จังหวัด พร้อมผลักดันระบบตรวจวัดมลพิษแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS ซึ่งจากข้อมูลสะสมที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรายงานต่อกรรมาธิการ มีโรงงานติดตั้งแล้ว 981 แห่ง ครอบคลุม 1,680 ปล่องระบาย เพื่อให้การติดตามและควบคุมมลพิษมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการลดการเผาอ้อย เราใช้ทั้งมาตรการควบคุมการรับซื้ออ้อยเผา ส่งเสริมรถตัดอ้อย สนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด และนำใบอ้อยไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ

 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในฤดูการผลิต 2568/2569 เมื่อเดือนมีนาคม มีอ้อยสดเข้าหีบสูงถึง 96.6% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อ้อยเผาลดเหลือเพียง 3.4% ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้จริง การพัฒนาอุตสาหกรรมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องสามารถเดินไปด้วยกันได้

นายธนกรกล่าวอีกว่า ปัญหาฝุ่นไม่ได้แบ่งตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง อย่างกรณีการเผาในพื้นที่เกษตร กระทรวงเกษตรฯ ดูแลเกษตรกร กระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับโรงงานที่รับซื้อผลผลิต ส่วนการติดตามจุดความร้อนและการบังคับใช้กฎหมายก็มีหน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานอาจทำหน้าที่ของตัวเองครบ แต่ถ้าไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งเรื่อง ปัญหาก็อาจยังอยู่เหมือนเดิม ตนจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ ค่าฝุ่น และการพยากรณ์อากาศ ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลร่วมกันในการตัดสินใจ แต่ข้อมูลร่วมกันจะเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีเจ้าภาพหลักและอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน รัฐบาลควรกำหนดผู้รับผิดชอบระดับนโยบาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หน่วยงานเพิ่มขึ้น แต่เป็นการทำให้หน่วยงานที่มีอยู่ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เดียวกัน

“รัฐบาลควรกำหนดให้ชัดว่า ใครรับผิดชอบ ดำเนินการเมื่อไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ และจะวัดผลอย่างไร โดยเฉพาะสถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ส่งผลให้สิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างที่เตือนให้เราเห็นว่า ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือแต่เนิ่น ๆ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่น ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข และต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้หายใจในอากาศที่สะอาดขึ้น และไม่ต้องเผชิญวิกฤตฝุ่นซ้ำทุกปี ทั้งนี้ ผมสนับสนุนแนวคิดของท่านนายกฯ ที่ให้ปรับแนวคิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าว

ข่าวล่าสุด