เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: จากผู้ไล่ต้อนที่ยิ่งใหญ่ สู่ผู้นำที่ต้องหลบซ่อน? MBS กับศัตรูที่ไม่เคยมองว่าเทียบชั้นได้

13 ต.ค. 2569 | NATESAIY

WORLD: จากผู้ไล่ต้อนที่ยิ่งใหญ่ สู่ผู้นำที่ต้องหลบซ่อน? MBS กับศัตรูที่ไม่เคยมองว่าเทียบชั้นได้

มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย คงไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งจะต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ต้องหลบหลีกไปมาระหว่างวังที่ติดตั้งบังเกอร์ และต้นเหตุคือ "ฮูตี" ศัตรูที่ซาอุฯ ไม่เคยนับว่าเป็นคู่ต่อกรมาก่อน

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับราชอาณาจักรที่มั่งคั่งที่สุดแห่งตะวันออกกลาง?

 

🔵[ขีปนาวุธถล่มริยาด การโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ]

ซาอุฯ เป็นฝ่ายไล่ต้อนและถล่มฮูตีมานานถึง 11 ปี แต่ตอนนี้บทบาทกลับตาลปัตร มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้ปกครองราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ที่ตะวันตกเรียกพระนามย่อว่า "MBS" ต้องสับเปลี่ยนที่ประทับไปมาระหว่างพระราชวังที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังกลุ่มกบฏฮูตีโจมตีกรุงริยาดด้วยขีปนาวุธร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง

 

จุดที่รุนแรงที่สุดคือเมื่อวันเสาร์ (10 ตุลาคม) ซาอุฯ ถูกโจมตีหนักที่สุดในรอบทศวรรษ ขีปนาวุธตกใส่สนามบินนานาชาติคิง คาลิด (King Khalid International Airport) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

 

ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม สนามบินแห่งนี้ถูกโจมตีซ้ำ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย

 

คำถามคือ เมื่อขีปนาวุธตกลงกลางเมืองหลวง ผู้นำสูงสุดของประเทศอยู่ที่ไหน?

🔵["มกุฎราชกุมารผู้หวาดกลัว" ที่ไม่มีใครเห็นพระองค์]

Wall Street Journal รายงานว่า ขณะที่ฮูตีโจมตีหนักขึ้น มกุฎราชกุมารถูกอารักขาอย่างใกล้ชิดไม่ให้ใครเห็น ครั้งสุดท้ายที่ทรงปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชนคือวันอังคารที่ 6 ตุลาคม ตอนทรงบริจาคโลหิตเพื่อสนับสนุนโครงการบริจาคโลหิตระดับชาติ

 

เจ้าหน้าที่ซาอุฯ ระบุว่า "มกุฎราชกุมารวัย 41 ปี ต้องเสด็จย้ายที่ประทับระหว่างพระราชวังต่างๆ ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีบังเกอร์ติดตั้งอยู่ และได้รับการคุ้มครองโดยทีมรักษาความปลอดภัยที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ"

 

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวัง โรงเรียนทั่วกรุงริยาดถูกสั่งปิดและเปลี่ยนเป็นการเรียนทางไกลแล้ว

 

แล้วมหาอำนาจที่ซาอุฯ เคยพึ่งพาอย่างสหรัฐฯ ล่ะ ยืนอยู่ตรงไหน?

🔵[ทรัมป์ "อาจ" เข้าร่วม แต่ยังไม่ฟันธง]

เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์เคยเรียกมกุฎราชกุมารว่าเป็น "เพื่อนที่ดี" และเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความได้เปรียบของฮูตีในเยเมน เขาตอบว่า "ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี มันจะดีมาก"

 

แต่พอซาอุฯ ถูกโจมตีล่าสุด แล้วถูกถามถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในความขัดแย้ง ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่า "จะพิจารณาเรื่องนี้" และบอกผู้สื่อข่าวว่าเขา "อาจ" เข้าร่วมการโจมตีตอบโต้ หลังซาอุฯ ประกาศกร้าวว่าจะเอาคืนอย่างแน่นอน

 

น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปนี้ สะท้อนอะไรบ้าง?

 

🔵[โลกประณาม "การยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย"]

การโจมตีของฮูตีถูกประณามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ที่ยืนยันการสนับสนุนซาอุฯ

 

เวส สตรีทติง รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร กล่าวว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธของฮูตี "น่ารังเกียจ" และเป็น "การยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย" ในสงคราม เขาให้สัมภาษณ์กับ Sky News ว่า

 

"สิ่งที่เราได้เห็นในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา คือสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนน่ากังวล เกรงว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮูตี ที่มุ่งเป้าโจมตีพื้นที่ของพลเรือนในซาอุดีอาระเบีย กำลังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น"....."นี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สหราชอาณาจักรให้การสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย ทั้งในด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศและการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เราต้องการเห็นความขัดแย้งนี้ยุติลง การที่กลุ่มฮูตีโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนในลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลย"

 

ด้าน เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) หรือ EC ร่วมประณามว่าเป็น "การยกระดับความรุนแรงที่อันตราย" และเรียกร้องให้ฮูตียุติการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

 

"การโจมตีโดยกลุ่มตัวแทนของอิหร่านเหล่านี้ กำลังผลักดันให้ภูมิภาคตกอยู่ในวังวนแห่งความรุนแรง .... การกระทำดังกล่าว บั่นทอนเสถียรภาพของจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ด้านการขนส่งและพลังงานของโลก ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก การโจมตีที่มุ่งสังหารพลเรือนเช่นนี้ต้องยุติลงทันที"

 

เธอเสริมว่า สหภาพยุโรป (EU) ขอยืนหยัดเคียงข้างและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับซาอุดีอาระเบีย

 

ถ้าเสียงประณามมาจากทั่วโลกขนาดนี้ ฝ่ายฮูตีว่าอย่างไร?

 

🔵[ฮูตีรับว่าอยู่เบื้องหลัง และยังไม่หยุด]

กลุ่มฮูตีอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีสนามบินนานาชาติคิง คาลิด และระบุว่ายังมีเป้าหมายเป็นโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุฯ ด้วยหลายครั้ง

 

ภายหลังเหตุโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ กองทัพซาอุฯ แถลงว่ากลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังกลุ่มนี้ "ได้ปฏิบัติการโจมตีครั้งสำคัญ 4 ครั้ง ในช่วง 24 ชั่วโมง โดยใช้ขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missiles) ขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) และโดรน"

 

แล้วทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากตรงไหน?

 

🔵[ต้นเรื่อง: สงครามเยเมนที่ปะทุรอบใหม่]

สงครามกลางเมืองในเยเมนปะทุขึ้นล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังข้อตกลงหยุดยิงที่สหประชาชาติเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งดำเนินมาสี่ปี ล่มสลายลง เหตุการณ์นี้เกี่ยวเนื่องกับสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างขึ้น สร้างความสั่นสะเทือนให้ภูมิภาค และกระทบอุปทานและตลาดพลังงาน

 

ซาอุฯ เป็นผู้นำพันธมิตรนานาชาติที่หนุนรัฐบาลเยเมนทางทหารตั้งแต่ปี 2015 ตอนนี้กำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

🔵[ลูกบอลอยู่ในมือทรัมป์]

สถานการณ์ตอนนี้ขึ้นอยู่กับทรัมป์ ที่บอกผู้สื่อข่าวว่า "มันไม่ดี... ผมไม่พอใจ" แต่ยังไม่ระบุว่าจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ และอย่างไร

 

และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เขาเป็น "ผู้จุดขึ้น" นั่นเอง

 

💬แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไร?

ความขัดแย้งที่ไกลตัวเรา แต่กระทบน้ำมัน พลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่เราทุกคนอยู่ร่วมกัน จะจบลงด้วยการเจรจา หรือจะบานปลายกลายเป็นสงครามที่ใหญ่กว่าเดิม?

 

และหากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมจริง นั่นจะช่วยดับไฟ หรือเติมเชื้อให้ไฟลุกโหมกว่าเดิม?

ข่าวล่าสุด