เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "ความเศร้าบดบังเหตุผล!" บักกิงแฮมฉีกกฎเหล็ก ตอกกลับหนังสือแฉ "คิงชาร์ลส์" โพล่งประโยคเดือดถึงไดอานา

17 ก.ย. 2569 | NATESAIY, ปิยรมณ์ ทรัพย์สุวรรณ

STORY : "ความเศร้าบดบังเหตุผล!" บักกิงแฮมฉีกกฎเหล็ก ตอกกลับหนังสือแฉ "คิงชาร์ลส์" โพล่งประโยคเดือดถึงไดอานา

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมไม่ยอมเป็น "เป้านิ่ง" อีกต่อไป! ตัดสินใจฉีกข้อปฏิบัติ "ไม่โวยวาย ไม่แก้ตัว" (never complain never explain) ออกแถลงการณ์ตอกกลับหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ของ "ชาร์ลส สเปนเซอร์" น้องชายเจ้าหญิงไดอานา ที่แฉบทสนทนาลับว่า คิงชาร์ลส์เคยลั่นวาจาหลังการสิ้นพระชนม์ของพี่สาวว่า "อีกไม่นานเราก็จะลืมเธอ!"

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมอาจจะกำลังปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับศึกภายในที่เปรียบเสมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทง

เมื่อคืนวันพุธ (16 กันยายน) ทางสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ แต่เฉียบขาดว่า "ความโศกเศร้าอาจบดบังเหตุผล" (grief can cloud reason) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่งอีกต่อไป
 


🔵 [แถลงการณ์ตอบโต้จากบักกิงแฮม]


การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ The Mail เผยแพร่เนื้อหาในหนังสือบันทึกความทรงจำของ เอิร์ล "ชาร์ลส" สเปนเซอร์ น้องชายของเจ้าหญิงไดอานา ที่มีชื่อว่า Swan Song: Diana, My Sister ซึ่งอ้างว่า พระเจ้าชาร์ลส (ขณะยังทรงเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์) ได้ตรัสกับเขาไม่กี่วันหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงว่า "อีกไม่นานเราก็จะลืมเธอ" (we'll forget her soon enough)

แถลงการณ์จากบักกิงแฮมระบุตอกกลับอย่างชัดเจนว่า: "แม้โดยหลักการแล้ว จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มใดๆ แต่พระเจ้าชาร์ลสทรงตระหนักดีว่า ความเจ็บปวดจากการสูญเสียพี่น้องอาจบดบังเหตุผล ส่งผลกระทบต่อวิจารณญาณ และทำให้ความทรงจำคลาดเคลื่อนไปในแบบที่ผู้อื่นอาจไม่เข้าใจ แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานหลายปี นับตั้งแต่การสูญเสียนั้นก็ตาม"


🔵 [ปมขัดแย้ง: ขบวนแห่พระศพ และสายโทรศัพท์เดือด]


ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1997 เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์จากอาการบาดเจ็บภายใน จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในอุโมงค์ที่กรุงปารีส สเปนเซอร์อ้างว่า การที่เขาหยิบเรื่องของพี่สาวมาเขียน แม้เวลาจะผ่านมา 30 ปีแล้ว ก็เพื่อจะ "แก้ไข" ความไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพี่สาวของเขา

จุดแตกหักที่สเปนเซอร์แฉในหนังสือ คือเหตุการณ์ก่อนวันพิธีแห่พระศพ เมื่อหนึ่งในผู้ช่วยอาวุโสที่สุดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แจ้งให้เขาทราบว่า เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี จะทรงเข้าร่วมในขบวนแห่พระศพด้วย เขาตอบกลับทันทีว่า "นั่นจะไม่เกิดขึ้น" (เพราะเชื่อว่าไดอานาคงไม่ต้องการให้พระโอรสทั้งสองเข้าร่วมขบวน)

ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้รับโทรศัพท์จาก "เจ้าฟ้าชายชาร์ลส" ซึ่งทรงยืนยันว่าเมื่อ 18 ปีก่อน พระองค์ก็เคยเดินในขบวนแห่พระศพของ "ลอร์ดเมาท์แบตเทน" พระอัยกาของพระองค์มาแล้ว แต่สเปนเซอร์เถียงกลับว่า ตอนนั้นพระองค์มีพระชันษาถึง 30 พรรษาแล้ว ในขณะร่วมพิธีแห่พระศพลอร์ดเมาท์แบตเทนเมื่อปี ค.ศ. 1979 ทำให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลสทรง "ระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด" ออกมา


🔵 ["อีกไม่นานเราก็คงลืมเธอไปเอง!"]


สเปนเซอร์บรรยายนาทีนั้นว่า "เจ้าฟ้าชายชาร์ลสยังคงระบายความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้ขัดจังหวะ จากนั้นพระองค์ก็ทรงหยุดไป"

สเปนเซอร์คิดว่าการหยุดชะงักนั้น หมายถึงความพยายามที่จะควบคุมพระอารมณ์ แต่แล้วพระองค์กลับระบายสิ่งที่เขามองว่า เป็นความรู้สึก "ดูแคลน" ที่อัดอั้นมานานที่มีต่อไดอานา รวมถึงความรู้สึก "ขุ่นเคืองใจ" ที่เห็นผู้คนทั่วโลกต่างโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของเธออย่างล้นหลาม

พระองค์ตรัสผ่านโทรศัพท์ว่า: "วางใจเถอะ อีกไม่นานเราก็คงลืมเธอไปเอง!"

สเปนเซอร์อ้างว่า เขารู้สึก "ตกตะลึงอย่างมาก" กับถ้อยคำดังกล่าว จนต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านจะพูดแบบนั้นออกมา" ก่อนที่จะวางสายไป

(ชาร์ลส สเปนเซอร์ ตกเป็นที่สนใจในวันที่ 6 กันยายน ปี 1997 หรือหกวันหลังการจากไปของพี่สาว เมื่อเขากล่าวสุนทรพจน์ที่ท้าทายในพิธีพระศพที่ Westminster Abbey ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20)


🔵 [พายุลูกใหม่ของราชวงศ์ "วินด์เซอร์"]


หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่บทสนทนานี้ แต่ยังเต็มไปด้วยข้อกล่าวอ้างที่น่าตกใจอีกมากมาย เกี่ยวกับชีวิตสมรสที่ล้มเหลวของ "ไดอานากับชาร์ลส" และผลกระทบอันวุ่นวายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิง

นี่จึงเปรียบเสมือนพายุลูกใหม่ที่ถาโถมเข้าใส่ "วินด์เซอร์" ราชวงศ์เก่าแก่ของอังกฤษ หลังจากเพิ่งเผชิญกับหนังสือบันทึกความทรงจำของเจ้าชายแฮร์รี "Spare" ที่ออกมาหลังเหตุการณ์ Megxit เมื่อเจ้าชายแฮร์รีพาเมแกน ชายาชาวอเมริกัน ออกจากการเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ชั้นสูง ไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาอิสระทางการเงิน ก่อนจะพากันกลับมาใหม่หลังจากใช้เวลาไป 6 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้

ข่าวล่าสุด