นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เมื่อมีการตรวจสอบต้นน้ำของคณะอนุฯชุดที่ 26 ก็พบว่ามีการเอาสำนวนของดีเอสไอมาผูกรวมมั่วไปหมด ซึ่งเป็นต้นน้ำที่น่ากลัว เพราะหลังจากนั้นน้ำก็ขุ่นอยู่ใน 26 ทั้งหมด วันนี้ความจริงต้องเปิดเผยออกมา เมื่อข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งมาอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็เป็นปัญหาที่ท่านไปหลงเชื่อตามนั้นแล้วตั้งธงเหมือนที่เขาตั้งธงกัน เรื่องนี้ตนคิดว่ามีที่มาที่ไปไม่ชอบมาพากล ส่วนจะทุจริตหรือไม่ตนจะไม่พูดด้วยอารมณ์ทางการเมือง แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มีผู้เกี่ยวข้องมากการทำหน้าที่ของท่านต้องระวัง ท่านกำลังเอาความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นกับคนนี้ที่คนนั้นโทรไปหาคนนี้ไปสู่ความผิด ซึ่งจริงๆ หลักทางอาญามันทำไม่ได้
“อย่าลืมว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นโทษทางอาญา มีผลที่ต้องโทษจำคุก และวันนี้ต้องบอกท่านจริงๆ ว่า การวิเคราะห์ที่ท่านพยายามวิเคราะห์กัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ นานา รูปแบบการลงคะแนนเลือกบุคคลที่ซ้ำกัน มันเป็นแค่พยานแวดล้อม มันไม่สามารถที่จะทำให้พยานแวดล้อมนี้มีค่าเท่ากับสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันด้วยทางอื่น ฉะนั้น ต่อให้มีการให้ทรัพย์สินหรือมีคำสั่งให้คะแนนกันต่างๆ เหมือนที่ท่านพยายามพูดกันในเวทีต่างๆ วงเล็กเซอร์ต่างๆ มันไม่มีน้ำหนักพอ การที่ท่านบอกว่ามีความผิดมีหลักฐานหรือ ท่านคงดูในสำนวนคณะอนุฯชุดที่ 26 ท่านคงพูดเพื่อกล่อมคนที่เชื่อท่าน แต่วันนี้ท่านต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครจ่าย จ่ายให้ใคร จ่ายเมื่อไหร่ จ่ายเท่าไหร่ จ่ายเพื่ออะไร แล้วพยานอะไรที่เชื่อมคะแนนนั้นเข้ากับการลงคะแนน พิสูจน์ได้หรือไม่”
นายศุภชัย เห็นว่า คำที่บอกว่า ฮั้ว ฮั้ว ฮั้ว คราวหลังเปลี่ยนเป็นโกง เป็นการพูดเพื่อให้มันสนุก เพื่อให้คึกคักได้แต่ในที่สุดขอเรียนถามตรงว่า หากท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหาจริงๆ ข้อกล่าวหาเช่นนี้ท่านจะยอมเดินเข้าไปรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้กระทำหรือ ส่วนเรื่องโพยก็ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่ามันมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ การพิสูจน์นั่นเป็นหน้าที่ แต่วันนี้ท่านไปได้ยินได้ฟังมาลงตัดสินใจเอาตามสิ่งที่ท่านอยากให้เป็น และทราบหรือไม่ว่าเลข 229 นั้น ข้อกล่าวหาเป็นกระดาษแผ่นเดียวเหมือนกันหมด แต่เป็นข้อกล่าวหาที่มาเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเดียว เรื่องเหมือนกัน เนื้อหาข้างล่างเหมือนกัน ถึงเวลาบอกว่านาย ก. คุณถูกกล่าวหาฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นให้เขามีโทษจำคุก ฉะนั้น ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาการลงโทษ สิ่งที่ท่านบอกว่าต้องฟ้องทั้งหมดทั้ง 229 คนนั้น หากเขามีการกระทำใดมันไม่เหมือนกันหรอก คนจังหวัดนั้นกับคนจังหวัดนี้มันเหมือนกันตรงไหน แล้วท่านบอกว่า 229 ของอนุฯชุดที่ 26 ดีแล้วเพราะเหวี่ยงแหฟ้องทุกคน มันถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือ โทษทางอาญา ต้องพฤติกรรมแต่ละคน ต้องพิจารณาว่าใครทำผิดอะไร ที่ไหน อย่างไร เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามทราบมาว่ามีการกันบุคคลเข้ามาเป็นพยาน ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว จากการเป็นพยานแต่ต้องซัดทอดคนนี้ แล้วถูกดำเนินคดี เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่น่ากลัวและหนักกว่านั้นในสำนวนคดีนี้ซึ่งตนเชื่อว่าทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงคนอื่น ๆ ไม่เคยออกมาเปิดด้านนี้เลยคือ “คดีนี้มีการข่มขู่เพื่อให้ใส่ร้ายว่าบุคคลนี้ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ก่อนหน้านั้นทำหนังสือถึงดีเอสไอมีความว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองพรรคภูมิใจไทย โดยในขณะนั้นมีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนร่วมในการฮั้ว สว.”
นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ฉะนั้นจึงขอให้ความร่วมมือในการซัดทอดพรรค โดยจะรับรองในความปลอดภัย และจะมีกระบวนการใช้กฎหมายเลือกตั้ง และข้อบังคับของดีเอสไอในการกันตัวบุคคลนั้นเป็นพยาน ซึ่งหากเป็นอเมริกัน ไม่ใช่ Due Process of Laws มันเป็นผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ ผลคือมันก็ใช้การไม่ได้ หลักกฎหมายต้องมีการพิสูจน์กัน และต้องพิสูจน์ได้ว่าคนนั้นกระทำความผิด แล้วทั้งสำนวนนี้ก็อาจจะเป็นสำนวนที่เป็นพิษที่มาจากการข่มขู่พยาน
นายศุภชัย ยังเป็นห่วงว่า วันที่ 14 กันยายนนี้ คดีท่านอาจจะช็อกมากกว่านี้ก็ได้ เพราะมันเต็มไปด้วยพิษ ฉะนั้น วันนี้ท่านประเมินด้วยจินตนาการของท่าน มันเป็นสิ่งที่ท่านวาดเอาไว้ หากมันอยู่ในสำนวนที่ท่านได้มาทำไมไม่พูดในมุมนี้บ้าง หากรักชาติบ้านเมือง หากไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่นี่ทั้งหมดก็หวังเป็นมุมทางการเมือง สว.จะล้มหรือไม่ล้ม ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ล้มภูมิใจไทยได้ก็เอา นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องพูด หากรายงาน กกต. เข้าเราคงได้พูดกัน และอยากบอกว่าหากวันนี้ กกต. ทำดีเราก็ไม่ควรตัดงบ ไม่ควรทำให้การทำงานของเขาต้องสะดุดหยุดลง
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า พวกตนพยายามอยู่เฉยๆ ท่านออกมาแต่วันนั้น มีการไปยื่นเรื่องให้ดำเนินการกับ 9 คนของพรรคภูมิใจไทย ปกติตนอยู่นิ่งไม่เคยตอบโต้แต่ท่านเข้ามาแตะตรงนี้ ในสิ่งที่ท่านเชื่อของท่านแล้วลากยาวมาจนถึงวันนี้ แล้วจะลากอีก 11 กิโลเมตรเพื่อที่จะเดินไปไหนก็ไม่รู้ นั่นเป็นสิทธิของท่าน วันนี้ตนตำหนิ กกต. อย่างเดียวคือเอกสารลับที่หลุดมา ท่านไม่ทำอะไร ทำไมไม่ดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนมาเปิดเผย สิ่งที่ท่านบอกว่าฮั้ว หรือโกง สว.นั้น เขาทำกันหมด
ส้ม มีคุยกันที่จิมทอมสัน ตลาดนัด สว.ห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ก็มีข่าวแล้วว่า อดีตผู้สมัคร สว.แฉยับ กระบวนการฮั้วสายสีส้มกักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้ กกต. ฟ้องยกเข่ง 14 กันยายน นี่คือสิ่งที่ กกต.ละเลย นี่คือกระบวนการฮั้ว แต่ท่านพุ่งเป้าไปที่ 229 คน ตามที่ผู้ร้องได้ร้องต่อประธานกกต. เรื่องนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะมีกระบวนการข่มขู่เพื่อที่จะล้มภูมิใจไทย แล้วผมจะบอกให้โรงแรมแถวแอร์พอร์ตดอนเมือง ห้อง 406 คืนหมาหอน เขาชุมนุมกันเต็มเลย มีสายเงินด้วย กกต. ทำอะไรอยู่ แล้วสีส้มตรงนี้จูปีเตอร์ใครจ่ายสตางค์ ถามว่าจัดเลี้ยงหรือไม่ ทำไม กกต.ไม่ทำ ฉะนั้น จึงอยากฝากถึงกรรมาธิการว่าต่อไปจะตัดงบหรือไม่ตัด ให้ดูที่การทำงานของหน่วยงาน
จากนั้น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขอใช้สิทธิพาดพิงว่า การที่ระบุถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่มีบุคคลหนึ่งทําหนังสือถึงประธาน กกต. นั้น แสดงว่านายศุภชัย ได้สํานวนของ กกต. มา ซึ่งสํานวนทั้งหมดเป็นกระบวนการของ กกต.ชุดที่ 26 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยให้ตน และนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการทําสํานวนทั้งหมดไม่มีการแทรกแซง ไม่มีเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยอีกว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ฉะนั้น ประเด็นต่างๆ ที่ท่านพูดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยละเอียดกว่านั้น
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แต่เรื่องการกลับคําให้การของพยาน เป็นเรื่องของ กกต. และ กกต.ต้องดําเนินคดีกับพยานที่กลับคําให้การ เพราะพยานในชั้นดีเอสไอมีสหวิชาชีพ หรืออัยการร่วมสอบอยู่ด้วย จึงขอความเป็นธรรมให้กับรัฐบาลชุดที่แล้ว
ด้าน นายศุภชัย ชี้แจงว่า สิ่งที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าว ทําให้คนเข้าใจผิด เป็นการขยายความไปกันคนละทิศ เพราะตนไม่ได้บอกว่ารัฐบาลที่แล้ว หรือที่ท่านบอกว่าเป็นเอกสาร กกต.แล้วตนได้มานั้น ถ้าจํากันได้ในสัปดาห์ที่แล้วมีคนนําสํานวนออกมาเปิดเผย และสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ก็มีการเปิดเผยมาออกมาก่อนหน้านั้น ต่อให้เป็นแฟลชไดรฟ์ท่านก็เอาไปปรินท์ ตนไม่ทราบว่าใครบ้าง ทั้งหมดมันก็หลุดไปเรื่อย ขอเพิ่มเติมว่า การที่ท่านบอกว่าอยู่กับ กกต.นั้น นอกจากอยู่ที่ กกต.แล้ว ยังมีดีเอสไอด้วย พร้อมมีการไปร้องดีเอสไอด้วย แต่ดูเหมือนว่าท่านจะโยนให้ กกต.
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ท่านจะตัดงบประมาณของ กกต.ไปเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นอะไร เพราะไม่เกี่ยวกับตน แต่เรื่องการข่มขู่มีอยู่จริง ส่วนศาลจะตัดสินว่าท่านบริสุทธิ์อย่างไร แทรกแซงหรือไม่อย่างไร ก็เป็นอีกเรื่อง