เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เรือยอชต์หรูลอยลำกลางน้ำตาพนักงาน บทเรียนทุนนิยมเมื่อ AI กำลังแย่งงานมนุษย์

31 พ.ค. 2569 | nathaorn_som

STORY : เรือยอชต์หรูลอยลำกลางน้ำตาพนักงาน บทเรียนทุนนิยมเมื่อ AI กำลังแย่งงานมนุษย์

แทนที่จะตื่นตาตื่นใจ หลายคนกลับต้องเบ้ปากด้วยความรู้สึกขื่นขมเมื่อได้เห็นเรือยอชต์สุดหรูมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แล่นมาจอดเทียบท่าอย่างสง่างามที่ซีแอตเติล

แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความงดงามของเรือยอชต์หรูลำนี้ คือภาพบาดตาที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังบริษัท Meta ประกาศตัดตอนพนักงานหลายร้อยชีวิตในเมืองแห่งนี้ให้ตกงานอย่างกะทันหัน

 

🔵 ['Let Them Eat Cake' เวอร์ชั่นโลกเทคโนโลยี]

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ได้นำเรือยอชต์ส่วนตัวลำยักษ์ชื่อ "Launchpad" ยาว 390 ฟุต มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท มาจอดอวดโฉมใกล้กับย่านบัลลาร์ดในเมืองซีแอตเติล ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับที่พนักงาน Meta ในคิงเคาน์ตีจำนวน 1,395 คน เพิ่งได้รับอีเมลแจ้งเลิกจ้าง 

 

เหตุการณ์นี้จุดชนวนความโกรธแค้นให้ชาวเมืองและอดีตพนักงานจนกลายเป็นเสียงโห่ไล่ในโลกความจริง และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ หลายคนตราหน้าเขาว่าเป็นเพียงไอ้หนุ่มเทคโนโลยีที่ไม่รู้จักกาลเทศะ

ขณะที่นักข่าวท้องถิ่นอย่าง ลูอิส แคมป์ ได้ทวีตข้อความประชดประชันว่า เรือลำนี้ควรชื่อ 'Let Them Eat Cake' (ให้พวกเขากินเค้กสิ) วลีอื้อฉาวในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่สะท้อนถึงความเพิกเฉยอันเยือกเย็นของชนชั้นนำ ที่ตัดขาดจากโลกความเป็นจริงและไม่เคยรับรู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชนตัวเล็กๆ

 

🔵 [เซ่นพนักงานหมื่นชีวิตให้ปัญญาประดิษฐ์]

ความจริงแล้ว การเลิกจ้างระลอกนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ในการปรับโครงสร้างองค์กรทั่วโลกของ Meta แผนการเดิมระบุการลดพนักงานไว้ที่ 10% หรือราว 8,000 ตำแหน่ง แต่แหล่งข่าววงในระบุว่าตัวเลขจริงอาจพุ่งสูงถึง 15,000 คน นับเป็นการล้างไพ่ครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่ซักเคอร์เบิร์กเริ่มประกาศโครงการ "ปีแห่งประสิทธิภาพ" (Year of Efficiency) เมื่อปี 2022

เบื้องหลังหยาดน้ำตาของมนุษย์เงินเดือน คือการโยกย้ายเม็ดเงินมหาศาลไปสู่โลกอนาคต Meta กำลังทุ่มงบประมาณระหว่าง 115,000 ถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ทีมวิจัย และโมเดล AI ที่ทรงพลัง การปลดคนจึงไม่ใช่เพราะบริษัทขาดทุน แต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ให้ระบบอัตโนมัติทำงานแทน และเมื่อรวมตัวเลขการลงทุนด้าน AI ของยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ราย ไม่ว่าจะเป็น Meta, Amazon, Alphabet และ Microsoft เม็ดเงินลงทุนรวมกันอาจพุ่งสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

 

🔵 [คลื่นลมเปลี่ยนทิศ บิ๊กเทคขยับตามกัน]

ปรากฏการณ์ "คนตกงาน AI โต" ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ Meta เท่านั้น ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ก็เพิ่งปลดพนักงานไปร่วม 30,000 ตำแหน่งในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเพื่อลุยธุรกิจ AI เช่นเดียวกับ แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง X ที่กำลังหั่นคนในบริษัทชำระเงินอย่าง Block ลงครึ่งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าการใช้ทีมขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัตินั้นมีความเฉียบขาดและรักษาขวัญกำลังใจได้ดีกว่า 

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ยืนยันว่า ปีนี้ปีเดียวมีพนักงานในสหรัฐฯ ต้องตกงานเพราะเหตุผลด้าน AI ไปแล้วมากกว่า 12,000 คน

 

สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดคือ ในขณะที่พนักงานส่งเสียงร้องไห้ แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นกลับยิ้มรับและพากันดันราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ให้พุ่งสูงขึ้น เพราะในสายตาของโลกทุนนิยม ระบบอัตโนมัติที่ไม่มีวันเหนื่อยและไม่เรียกร้องสวัสดิการ คือคำตอบของการทำกำไรที่ยอดเยี่ยมที่สุด

 

ภาพเรือ Launchpad ที่ลอยลำอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเสียงสาปแช่งในซีแอตเติล จึงเป็นภาพสะท้อนชั้นดีของโลกยุคใหม่ ยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกแลกมาด้วยความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ 

 

ในวันที่ AI กำลังขยับเข้ามาเป็นแรงงานหลักและขับเคลื่อนผลกำไรให้มหาเศรษฐีระดับโลก เราในฐานะมนุษย์ทำงานธรรมดาๆ จะปรับตัวและยืนหยัดอย่างไรในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหวนกลับนี้