เบื้องหลังหยาดน้ำตาของมนุษย์เงินเดือน คือการโยกย้ายเม็ดเงินมหาศาลไปสู่โลกอนาคต Meta กำลังทุ่มงบประมาณระหว่าง 115,000 ถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ทีมวิจัย และโมเดล AI ที่ทรงพลัง การปลดคนจึงไม่ใช่เพราะบริษัทขาดทุน แต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ให้ระบบอัตโนมัติทำงานแทน และเมื่อรวมตัวเลขการลงทุนด้าน AI ของยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ราย ไม่ว่าจะเป็น Meta, Amazon, Alphabet และ Microsoft เม็ดเงินลงทุนรวมกันอาจพุ่งสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
🔵 [คลื่นลมเปลี่ยนทิศ บิ๊กเทคขยับตามกัน]
ปรากฏการณ์ "คนตกงาน AI โต" ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ Meta เท่านั้น ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ก็เพิ่งปลดพนักงานไปร่วม 30,000 ตำแหน่งในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเพื่อลุยธุรกิจ AI เช่นเดียวกับ แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง X ที่กำลังหั่นคนในบริษัทชำระเงินอย่าง Block ลงครึ่งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าการใช้ทีมขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัตินั้นมีความเฉียบขาดและรักษาขวัญกำลังใจได้ดีกว่า
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ยืนยันว่า ปีนี้ปีเดียวมีพนักงานในสหรัฐฯ ต้องตกงานเพราะเหตุผลด้าน AI ไปแล้วมากกว่า 12,000 คน
สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดคือ ในขณะที่พนักงานส่งเสียงร้องไห้ แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นกลับยิ้มรับและพากันดันราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ให้พุ่งสูงขึ้น เพราะในสายตาของโลกทุนนิยม ระบบอัตโนมัติที่ไม่มีวันเหนื่อยและไม่เรียกร้องสวัสดิการ คือคำตอบของการทำกำไรที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ภาพเรือ Launchpad ที่ลอยลำอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเสียงสาปแช่งในซีแอตเติล จึงเป็นภาพสะท้อนชั้นดีของโลกยุคใหม่ ยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกแลกมาด้วยความมั่นคงของชีวิตมนุษย์
ในวันที่ AI กำลังขยับเข้ามาเป็นแรงงานหลักและขับเคลื่อนผลกำไรให้มหาเศรษฐีระดับโลก เราในฐานะมนุษย์ทำงานธรรมดาๆ จะปรับตัวและยืนหยัดอย่างไรในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหวนกลับนี้