เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: ฟุตบอลโลก 2026 ร้อนจัด! ฟีฟ่าเพิ่มช่วงพักดื่มน้ำ หวั่นฮีทสโตรกคุกคามนักเตะ-แฟนบอล จับตาแท็กติกใหม่เมื่อ "ความร้อน" บังคับให้เกมช้าลง

21 พ.ค. 2569

STORY: ฟุตบอลโลก 2026 ร้อนจัด! ฟีฟ่าเพิ่มช่วงพักดื่มน้ำ หวั่นฮีทสโตรกคุกคามนักเตะ-แฟนบอล จับตาแท็กติกใหม่เมื่อ "ความร้อน" บังคับให้เกมช้าลง

ในขณะที่คอฟุตบอลทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับ "ฟุตบอลโลก 2026" ที่ใกล้เข้ามาทุกที หันมามองที่ประเทศไทยบ้านเรา นอกเหนือจากความตื่นเต้นแล้ว สิ่งแรกที่หลายคนต้องถามในใจตอนนี้คือ "ตกลงปีนี้เราจะได้ดูถ่ายทอดสดกันไหม?" เพราะจนถึงนาทีนี้ดีลลิขสิทธิ์ในไทยยังเงียบกริบจนต้องลุ้นกันตัวโก่งในโค้งสุดท้าย!

แต่รู้หรือไม่ ? ว่าท่ามกลางการลุ้นหน้าจอของบ้านเรา อีกซีกโลกหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่านั้น เมื่อมหกรรมฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ "ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์" จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการเล่นฟุตบอลที่เราเคยรู้จักไปตลอดกาล... เราจะปรับตัวอย่างไรเมื่อธรรมชาติเริ่มเอาคืนสนามหญ้าสีเขียว?



🔵 [ลุ้นลิขสิทธิ์ในไทยไม่พอ... ทั่วโลกยังต้องลุ้น "สภาพอากาศ" ที่ร้อนเกินขีดจำกัด]


การแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม 2026 โดยมี สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วม กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากศัตรูที่มองไม่เห็น นั่นคือ "วิกฤตสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change)

ล่าสุด รายงานจากเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพอากาศโลก (World Weather Attribution - WWA) ระบุว่า มีการแข่งขันประมาณ 26 นัดจากทั้งหมด 104 นัดที่มีโอกาสสูงมากที่จะต้องเตะกันท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของสมาพันธ์นักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ (FIFPRO)

และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีอย่างน้อย 5 นัดที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงจนเกินขีดอันตรายที่ระบุว่า "ไม่ควรจัดการแข่งขันและต้องยกเลิก" หากฝืนเล่นต่อไปอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตของนักกีฬาได้

🔵 [ดัชนีความร้อนพุ่งสูง: เมื่อร่างกายมนุษย์อาจระบายความร้อนไม่ทัน]


นักวิจัยได้ใช้ดัชนีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ หรือ WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) ซึ่งคำนวณจากความร้อน ความชื้น แสงแดด และความเร็วลม มาเป็นเกณฑ์วัดประสิทธิภาพการระบายความร้อนของร่างกายมนุษย์

ผลการศึกษาชี้ว่า ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ บางแมตช์จะมีค่า WBGT พุ่งสูงเกินกว่า 28°C ซึ่งเทียบเท่ากับอุณหภูมิ 38°C ในสภาพอากาศแห้ง หรือ 30°C ในสภาพอากาศชื้นจัด ซึ่งเป็นจุดที่กลไกการระบายเหงื่อของร่างกายจะทำงานไม่ได้เลย

ตัวเลขความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับฟุตบอลโลกปี 1994 ที่จัดในอเมริกาเหนือเช่นกัน เพราะปัจจุบันโลกของเราร้อนขึ้นกว่าตอนนั้นถึง 0.7°C


"มันเป็นอันตรายต่อตัวนักเตะอย่างมาก รวมถึงแฟนบอลที่มารวมตัวกันกลางแจ้ง ซึ่งแฟนบอลกลุ่มนี้มีความเสี่ยงยิ่งกว่าเสียอีก เพราะพวกเขาไม่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากคอยสแตนด์บายดูแลเหมือนนักกีฬาในสนาม" ฟรีเดอริก อ็อตโต ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก Imperial College London ย้ำเตือนถึงความน่ากังวล



จากการคาดการณ์ ทีมชาติโปรตุเกสจะเป็นทีมที่ต้องเจอศึกหนักที่สุด โดยมีโอกาสถึง 80% ที่จะต้องลงเตะท่ามกลางความร้อนเกิน 26°C WBGT ตลอดทั้ง 3 นัดในรอบแรก ตามมาด้วย เนเธอร์แลนด์ และซาอุดีอาระเบีย ที่มีโอกาสเจอวิกฤตความร้อนสูงถึง 74% ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง อาร์เจนตินา ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเตะกลางแดดจ้าในเมืองดัลลัส ซึ่งร้อนจัดอย่างแน่นอน

🔵 [สปีดเกมที่ช้าลง: เมื่อความร้อนบังคับให้เปลี่ยน "แท็กติกการเล่น"]


เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ ฟีฟ่า (FIFA) ได้ตัดสินใจประกาศใช้มาตรการพิเศษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นั่นคือการกำหนดให้มี "ช่วงพักดื่มน้ำ (Cooling Break) นัดละ 2 ครั้ง" ครั้งละ 3 นาที ในนาทีที่ 22 และ 67 ของทุกนัดการแข่งขัน โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสภาพอากาศหรือหลังคาสนาม

การหยุดเกมแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเซฟชีวิตนักเตะ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันจะเปลี่ยนวิถีการเล่นฟุตบอลไปอย่างสิ้นเชิง



"คุณอาจจะได้เห็นฟุตบอลที่เน้นการรักษารูปเกมและคุมจังหวะมากขึ้น (Pacing) นักเตะไม่สามารถวิ่งเพรสซิ่งสูงบ้าพลังได้ตลอด 90 นาทีเหมือนเดิม เพราะพวกเขาต้องเซฟพลังงานไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะโอเวอร์ฮีต เกมจะช้าลง ละเอียดขึ้น และเน้นแท็กติกการครองบอลที่รัดกุมกว่าเดิม" ดร.คริส มัลลิงตัน อาจารย์อาวุโสจาก Imperial College London วิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงของเกมลูกหนัง



อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คนได้ร่วมกันลงนามส่งจดหมายเปิดผนึกถึงฟีฟ่าว่า การพักแค่ 3 นาทีนั้น "น้อยเกินไปและล้าสมัย" และควรขยายเวลาเป็นอย่างน้อย 5-6 นาที เพื่อให้ร่างกายนักกีฬาได้ฟื้นฟูอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลจากแฟนบอลบางกลุ่มว่า ช่วงเวลาพักที่เพิ่มขึ้นมานี้ อาจกลายเป็นช่องทางใหม่ที่ฟีฟ่าใช้ขายโฆษณามูลค่ามหาศาล (ซึ่งประเมินว่าค่าโฆษณาในช่วงพักนี้อาจสูงถึง 585,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 20 ล้านบาทต่อ 30 วินาทีในนัดชิงชนะเลิศเลยทีเดียว!)


🔵 [ชีวิตแฟนบอลบนอัฒจันทร์: กลุ่มเสี่ยงตัวจริงใต้แสงแดดแผดเผา]


ในขณะที่นักเตะในสนามมีแพทย์คอยจับตาดูตลอดเวลา แต่อย่าลืมว่ายังมีแฟนบอลนับแสนชีวิตบนอัฒจันทร์ที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนระอุนี้เช่นกัน

สนามแข่งขันมากกว่า 33% ในทัวร์นาเมนต์นี้ (เช่นที่ ไมอามี แคนซัสซิตี้ และนิวยอร์ก) ไม่มีระบบปรับอากาศและไม่มีหลังคาคลุม แฟนบอลต้องนั่งตากแดดนานหลายชั่วโมง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฮีทสโตรกอย่างรุนแรง ฟีฟ่าจึงต้องเตรียมมาตรการบรรเทาร้อน เช่น การแจกน้ำพ่นละอองฝอย และจัดรถบัสติดแอร์ไว้คอยบริการรอบสนาม
 


🔵 [เมื่อฟุตบอลโลกอาจต้องย้ายไปเตะ "หน้าหนาว" เป็นเรื่องปกติ?]


จากวิกฤตในครั้งนี้ ทำให้นักวิจัยเริ่มเสนอไอเดียว่า ในอนาคตฟีฟ่าอาจไม่มีทางเลือก และจำเป็นต้องจัดฟุตบอลโลกในช่วงฤดูหนาว (ปลายปีหรือต้นปี) เป็นเรื่องปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในกาตาร์เมื่อปี 2022 หรืออาจต้องเลือกเฉพาะประเทศในแถบยุโรปตอนเหนือที่อากาศเย็นกว่าจัดแข่งขันเท่านั้น

แม้มันจะส่งผลกระทบต่อตารางการแข่งขันฟุตบอลลีกทั่วโลก และกระทบต่อเวลาถ่ายทอดสดที่เป็นเม็ดเงินลิขสิทธิ์มหาศาล แต่นี่อาจเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ หากเรายังไม่สามารถยับยั้งวิกฤตโลกร้อนได้ในปัจจุบัน

ความฝันในการคว้าแชมป์โลกของนักเตะ หรือความสุขในการเชียร์ทีมรักของแฟนบอล อาจไม่มีความหมายเลยหากต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางสุขอนามัยและชีวิต วิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันกำลังคลืบคลานเข้ามาเปลี่ยน "วิถีชีวิต" และ "สิ่งที่เราชอบ" ไปทีละอย่าง แม้กระทั่งกีฬาฟุตบอลที่เราหลงใหล

แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

คิดว่าการเพิ่ม "ช่วงพักดื่มน้ำ" จะทำให้เกมหมดสนุก หรือคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่โค้ชจะได้แก้เกมกันแบบสดๆ?

หากในอนาคต ฟุตบอลโลกต้องย้ายไปเตะช่วงหน้าหนาว (พฤศจิกายน-ธันวาคม) เหมือนตอนปี 2022 ตลอดไป เพื่อหลบภัยร้อน คุณจะยอมรับได้ไหม?

และสุดท้าย... สำหรับแฟนบอลไทย คิดว่าก่อนที่เราจะได้ดูฟุตบอลโลกกลางแดดร้อนๆ นี้ เราจะได้รู้บทสรุปเรื่อง "ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในไทย" กันตอนไหนดีครับ? 😅