🔵[Social Nudge: โฆษณากำลัง "กล่อมเกลา" ให้เราเสพติดความสบายจนทำลายโลก?]
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า แค่ถอดป้ายโฆษณาออก จะช่วยลดการกินเนื้อสัตว์หรือช่วยโลกได้จริงหรือ?
นักวิทยาศาสตร์และนักพฤติกรรมศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Social Nudge (การสะกิดทางสังคม) โดย ศ.โจเรนท์เย แมคเคนบัค นักระบาดวิทยา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า "การเห็นโฆษณาฟาสต์ฟู้ดอยู่ทุกที่ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคแบบเร่งด่วนกลายเป็นเรื่องปรกติ หากเรานำสิ่งเหล่านี้ออกไป ย่อมส่งผลต่อบรรทัดฐานทางสังคมในที่สุด"
เช่นเดียวกับ อังเคอ บักเกอร์ ผู้นำพรรคเพื่อสัตว์ ที่มองว่านี่ไม่ใช่การลิดรอนสิทธิ์ แต่เป็นการมอบอิสรภาพคืนให้ประชาชนต่างหาก "นี่คือการกำลังพยายามไม่ให้บริษัทใหญ่ ๆ มาคอยบอกเราตลอดเวลาว่าเราต้องกินหรือซื้ออะไร และการลดแรงจูงใจทางสายตาจะช่วยลดการซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบได้"
ขณะที่ แอนเนเก้ วีนฮอฟฟ์ สมาชิกสภาเมืองจากพรรค GreenLeft เปรียบเทียบไลฟ์สไตล์คาร์บอนสูงว่าเป็นเหมือน "อาการเสพติด" ที่รัฐไม่ควรปล่อยให้มีภาพปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง หากต้องการเป็นผู้นำด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง
ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าเราไม่เห็นรูปเบอร์เกอร์เยิ้ม ๆ ตอนห้าโมงเย็น ความอยากกินเนื้อสัตว์ของเราในมื้อค่ำจะลดลงไปสักกี่เปอร์เซ็นต์?
🔵[อีกด้านของเหรียญ: เสรีภาพทางการค้า และงบประมาณบำรุงเมืองที่หายไป]
แน่นอนว่ามาตรการที่ก้าวหน้าและรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมตามมาด้วยแรงต้านอย่างหนักจากภาคธุรกิจ โดยสมาคมเนื้อสัตว์แห่งเนเธอร์แลนด์ออกมาวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังแทรกแซงพฤติกรรมผู้บริโภคในทางที่ไม่พึงประสงค์ เพราะเนื้อสัตว์ยังคงเป็นแหล่งสารอาหารที่จำเป็น
ขณะที่สมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการทัวร์ (ANVR) มองว่าการแบนโฆษณาเที่ยวบินเป็นการจำกัดเสรีภาพทางการค้าที่เกินกว่าเหตุ และยังมีประเด็นที่คนเมืองต้องตระหนัก คือ "รายได้จากการโฆษณาที่หายไป" ซึ่งเดิมทีเคยถูกนำมาใช้บำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น ป้ายรถประจำทางและที่พักริมทาง
เมื่อไม่มีเงินสนับสนุนจากทุนใหญ่เหล่านี้ รัฐบาลท้องถิ่นจะนำงบประมาณจากไหนมาดูแลความสะดวกสบายของประชาชน โดยไม่เก็บภาษีเพิ่ม? นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องหาจุดสมดุล
🔵[สะท้อนมุมมองไทย: หาก "ชาบู-หมูกระทะ" ป้ายริมถนนสี่แยกกรุงเทพฯ ต้องหายไป?]
ลองหันกลับมามองที่ประเทศไทยกันบ้าง ในฐานะที่เราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอาหารสตรีทฟู้ดที่โดดเด่น และการไป "กินหมูกระทะ" หรือ "ชาบู" หลังเลิกงานกับเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัว คือหนึ่งในกิจกรรมคลายเครียดที่ดีที่สุดของคนวัยทำงาน
หากวันหนึ่ง เทรนด์การแบนโฆษณาเนื้อสัตว์นี้พัดมาถึงเมืองไทย และป้ายโฆษณารูปหมูสามชั้นเกรียม ๆ บนเตาถ่าน หรือเนื้อวัวลายหินอ่อนจุ่มน้ำซุปดำต้องหายไปจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือป้ายรถเมล์...
ในมุมของผู้บริโภค: เราจะพร้อมปรับตัวไปสู่การกินโปรตีนทางเลือก (Plant-based) มากน้อยแค่ไหน? ในเมื่อปัจจุบันราคาของโปรตีนทางเลือกในไทยยังคงสูงกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปค่อนข้างมาก
ในมุมของภาคธุรกิจ: ร้านอาหารและผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ร้านแบรนด์ใหญ่ในห้างไปจนถึงร้านหมูกระทะท้ายซอย จะปรับตัวอย่างไรเมื่อช่องทางการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ถูกจำกัด?
จริงอยู่ที่อัมสเตอร์ดัมแบนเฉพาะโฆษณาในพื้นที่สาธารณะของรัฐ (ทำให้บนโซเชียลมีเดียหรือในร้านค้าส่วนตัวยังทำได้ปกติ) แต่เทรนด์นี้กำลังขยายตัวไปยังเมืองอื่น ๆ เช่น ฮาร์เลม, สต็อกโฮล์ม, และซิดนีย์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า "ธุรกิจคาร์บอนสูง" รวมถึงอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
🔵[หาจุดสมดุล: เพื่อปากท้อง วันนี้ หรือ เพื่อโลก วันหน้า?]
การแบนโฆษณาของอัมสเตอร์ดัมอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทดลองทางสังคมครั้งใหญ่ระดับโลก มันชวนให้เราตั้งคำถามลึกซึ้งถึงบทบาทของ "โฆษณา" ที่มีต่อวิถีชีวิตของเรา และทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่า ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่ง เรากำลังถูกภาพความอร่อยและความสะดวกสบายชี้นำมากเกินไปจนลืมนึกถึงปลายทางของโลกใบนี้หรือเปล่า?
ในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักของสังคมและเริ่มมองอนาคตเพื่อลูกหลานเช่นคุณ...
"คุณคิดว่ามาตรการ 'แบนโฆษณาเนื้อสัตว์' และสินค้าปล่อยคาร์บอนสูงแบบอัมสเตอร์ดัม เป็นนโยบายที่ทำเพื่อโลกอย่างแท้จริง หรือเป็นการก้าวล่วงเสรีภาพในการเลือกของประชาชนมากเกินไป?"
และหากเทรนด์นี้มาถึงกรุงเทพฯ จริง ๆ คุณคิดว่าพวกเราและภาคธุรกิจไทยจะพร้อมปรับตัวอย่างไรกันดี?