สำหรับเนื้อหาฉบับเต็ม ระบุไว้ดังนี้
ด้วยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทราบว่าจะมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตอาหารพืชแบบบบูรณาการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในเบื้องต้นจะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปิงบระมาณ พ.ศ 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินประมาณ 6,000,๐๐๐,๐๐๐ บาท
วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์แก่เกษตรกรที่มีความพร้อมและมีความประสงค์เข้าสู่การปรับเปลี่ยนการผลิตพืชแบบเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเกษตรคาร์บอนต่ำ และเป็นการรองรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิตและรักษาเสถียรภาพทางการเกษตรของประเทศในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกหลัก อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยังยืนของภาคการเกษตรไทยในระยะยาว โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 พื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มเป้าหมายคือ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร นั้น
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตต่อโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปัยเคมีและเคมีเกษตร (โครงการฯ) กรณีมีการใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ดังนี้
1. โครงการมีความเสียงสูงที่จะไม่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ในเรื่อง "ความจำเป็นเร่งด่วน" กล่าวคือ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 20 (6) กำหนดว่า "งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้ตั้งได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ"
แม้ว่าการเสนอโครงการฯ อ้างอิงจากสถานการณ์ความไม่สงบและภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมีของประเทศไทยทั้งในด้านปริมาณ ระยะเวลาขนส่ง และราคา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมุ่งลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทางการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 70 : 30 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ฟื้นฟูคุณภาพดิน ป้องกันศัตรูพืชและโรคพืชและเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหารของประเทศในระยะยาว
ดังนั้น โครงการฯ จึงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีได้ทั้งหมด อีกทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงปุ๋ยอินทรีย์ เป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับโครงการนี้ ผ่านหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์และการขยายผล โครงการเพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อลดการใช้ปัยยูเรียในช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องทุกปี ผ่านศูนย์จัดการดินปิยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริการจัดการดิน ตรวจวิเคราะห์ดินและจัดอบรมการทำ "ปุยสั่งตัด" เพื่อผสมปุยให้เหมาะกับสภาพดิน และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ทำหน้าที่ให้ความรู้กับเกษตรกรผู้นำในด้านวิชาการการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด การแปรรูป ฯลฯ ซึ่งรวมถึงความรู้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมี
กรมพัฒนาที่ดินดำเนินโครงการ
1) การพัฒนาต่อยออดกลุ่มที่เข้มแข็งภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี(ครัวไทยสู่ครัวโลก) ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำสารอินทรีย์และเทคโนโลยียีชีวภาพไปใช้เพื่อดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ดำเนินการกับเกษตรกรจำนวน 75,351 ราย พื้นที่ 906,008 ไร่ และปิงบประมาณ พ.ศ. 2566 ดำเนินการกับเกษตรกรจำนวน 71,242 ราย พื้นที่ 844,831.58 ไร่
และ 2) การส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ปีงประมาณพ.ศ. 2565 เป้าหมาย 13,000 ไร่ พื้นที่ 63 จังหวัด และ 3) การส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ
ดังนั้น โครงการฯ จึงมีลักษณะคล้ายกับโครงการประจำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งผลที่จะได้รับจากโครงการฯ ช่วยลดการพึ่งพาปุยเคมีจากต่างประเทศได้เพียงส่วนน้อย จึงไม่มีลักษณะของ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ที่ดำเนินการแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถวางแผนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนปกติได้ เพื่อให้รัฐบาลสำรองเงินจำนวนดังกล่าวไว้ใช้ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินและมีเงินเพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง หรือภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า
2. ความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า (Efficiency & Value for Money) โครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการเพียง 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 ซึ่งกิจกรรมที่จะดำเนินการมีทั้งการอบรม จัดทำแปลงสาธิต สร้างการรับรู้การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตรร่วมกับปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้างผลิตปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ การส่งมอบและแจกจ่ายปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรกร กลุ่มเกษตรกร จึงมีความเสียงที่โครงการจะไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยเฉพาะขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งมอบและแจกจ่ายเนื่องจากปุ๋ยที่โครงการจะดำเนินการแจกจ่ายมีปริมาณมาก อีกทั้งปุยชีวภาพมีอายุการเก็บรักษาสั้น ผู้ผลิตจึงนิยมผลิตตามการสั่งซื้อ (Made to Order) เพื่อให้ปุ๋ยมีเชื้อสดและมีประสิทธิภาพสูง
ทั้งนี้ หากกระบวนการดำเนินโครงการไม่สอดคล้องกับรอบการผลิตของพืชแต่ละชนิด (10 ชนิด) อาจทำให้ปุ๋ยที่แจกจ่ายให้แก่เกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์และเสื่อมสภาพ หรือกรณีเร่งรีบดำเนินการผลิตอาจมีความ
เสี่ยงต่อคุณภาพของปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรที่มีต่อเทคโนโลยี
ชีวภาพในระยะยาว
ดังนั้น การดำเนินโครงการโดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น อาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินการและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เมื่อเทียบกับการดำเนินการโดยใช้จ่ายจากงบประมาฌาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนปกติ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการมากกว่า สามารถวางแผนการดำเนินการให้สอดคล้องกับรอบการผลิตของพืชแต่ละชนิด
3.ความเสี่ยงด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและความเป็นธรรมในการกระจาย งบประมาณ (Effectiveness and Allocative Fairness) โครงการ ฯ มุ่งหวังให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาการใช้ปุยเคมีและเคมีเกษตรซึงต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การดำเนินโครงการฯ เพียงระยะเวลา 4เดือน มีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ อีกทั้งการที่โครงการฯ มุ่งเน้นกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตรอาจเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ซ้ำกับการดำเนินโครงการปกติของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้การดำเนินโครงการนี้อาจไม่เป็นธรรมและไม่เกิดการกระจายงบประมาณแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรอื่น
4. ความเสียงด้านราคาและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (Pricing and Fair Competition) การเร่งจัดหาปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ในปริมาณมากและต้องผ่านมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน อาจมีผู้ประกอบการน้อยรายที่มีกำลังการผลิตที่จะตอบสนองโครงการได้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการผูกขาด หรือการสมยอมในการเสนอราคา ซึ่งจะทำให้รัฐไม่ได้ราคาที่ประหยัดที่สุด