เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร

19 พ.ค. 2569

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร

Exclusive "สตง." ร่อนหนังสือด่วนที่สุด จี้ "สุริยะ" ชะลอของบกลาง 6 พันล้าน "ซื้อปุ๋ย"แจกเกษตรกร ชำแหละยับเจอ 4 ความเสี่ยงสูง ลั่นไม่เร่งด่วน-ส่อเอื้อทุนใหญ่ผูกขาด ผิด Wพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง" อ่านบันทึกสตง.ฉบับเต็ม

19 พฤษภาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า  หลังจากที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  ได้เคยออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ เตรียมขอกลาง  6,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ จัดหาปุ๋ยให้เกษตรกรในสถานการณ์วิกฤตพลังงานแต่ต่อมา นายสุริยะ ออกมาเปิดเผยอีกครั้งว่า ต้องชะลอการของบ 6,000 ล้านบาทออกไปก่อน เนื่องจากมีข้อสังเกตจากสตง.  

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569  นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  เรื่อง ข้อสังเกตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร  โดยมีเนื้อหา 4 หน้ากระดาษ ชี้ให้เห็นถึง การของบ 6 พันล้านดำเนินโครงการนี้ มีความเสี่ยงสูง ถึง 4 ความเสี่ยงหลักๆ 

1. เสี่ยงผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง (ไม่เข้าข่าย "ความจำเป็นเร่งด่วน")

สตง. มองว่า โครงการนี้ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 มาตรา 20 (6) แม้กระทรวงเกษตรฯ จะอ้างเหตุผลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมี แต่ในข้อเท็จจริง โครงการนี้แก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีไม่ได้ทั้งหมด  อีกทั้งหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ก็มีการทำโครงการแจกปุ๋ยชีวภาพ อบรมปุ๋ยสั่งตัด และไถกลบเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนใด ๆ ที่ต้องไปดึงงบกลางมาใช้   แต่ควรไปวางแผนขอตามขั้นตอนงบประมาณปกติ 

 

2. เสี่ยงใช้งบอย่างไร้ประสิทธิภาพ (แจกปุ๋ยไม่ทันรอบปลูก-เสื่อมสภาพก่อนใช้)

ตัวโครงการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานสั้นมากเพียง 4 เดือน (มิถุนายน - กันยายน 2569) แต่มีกิจกรรมที่ต้องทำจำนวนมาก ตั้งแต่อบรม ทำแปลงสาธิต จัดซื้อจัดจ้าง ผลิต และแจกจ่าย  สตง. ชี้ว่าปุ๋ยชีวภาพมีอายุการเก็บรักษาสั้น ปกติต้องผลิตตามสั่ง (Made to Order) เพื่อให้เชื้อยังคงประสิทธิภาพ การเร่งรีบผลิตปริมาณมหาศาลจะทำให้คุณภาพปุ๋ยต่ำลง และหากแจกจ่ายไม่ตรงกับรอบการผลิตของพืชทั้ง 10 ชนิด ปุ๋ยจะเสื่อมสภาพ เกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์ และสูญเงินงบประมาณไปฟรีๆ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์

3. เสี่ยงไม่บรรลุเป้าหมาย และกระจายงบประมาณไม่เป็นธรรม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรจากการใช้เคมีมาเป็นอินทรีย์ต้องใช้เวลาบ่มเพาะยาวนาน  ระยะเวลาดำเนินงานเพียง 4 เดือนจึงไม่มีทางบรรลุผลสำเร็จได้จริง  นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายที่เลือกมาเฉพาะเกษตรกรที่มีความพร้อม ยังเสี่ยงที่จะเป็นกลุ่มคนที่เคยได้ประโยชน์ซ้ำซ้อนจากโครงการปกติอยู่แล้ว  ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการกระจายงบประมาณของรัฐไปยังเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่เดือดร้อน 


4. เสี่ยงล็อกสเปก-เอื้อทุนใหญ่ผูกขาด ผิดหลักการแข่งขันเป็นธรรม

ความเสี่ยงข้อที่ 4  เป็นประเด็นที่น่าจับตาที่สุด! เนื่องจากการเร่งรัดจัดหาปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ในปริมาณมหาศาลเพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน จะทำให้มีผู้ประกอบการเพียง "ไม่กี่ราย" ในประเทศที่มีกำลังการผลิตสูงพอจะตอบสนองโครงการนี้ได้  นำไปสู่ความเสี่ยงสูงสุดในการผูกขาดตลาด หรือเกิดการสมยอมในการเสนอราคา ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้รัฐบาลไม่ได้ราคาที่ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด 

 

สำหรับเนื้อหาฉบับเต็ม ระบุไว้ดังนี้ 

 ด้วยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทราบว่าจะมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตอาหารพืชแบบบบูรณาการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในเบื้องต้นจะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปิงบระมาณ พ.ศ  2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินประมาณ 6,000,๐๐๐,๐๐๐ บาท 

วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์แก่เกษตรกรที่มีความพร้อมและมีความประสงค์เข้าสู่การปรับเปลี่ยนการผลิตพืชแบบเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเกษตรคาร์บอนต่ำ และเป็นการรองรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิตและรักษาเสถียรภาพทางการเกษตรของประเทศในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกหลัก อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยังยืนของภาคการเกษตรไทยในระยะยาว โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 พื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มเป้าหมายคือ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร นั้น

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตต่อโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปัยเคมีและเคมีเกษตร (โครงการฯ) กรณีมีการใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ดังนี้


1. โครงการมีความเสียงสูงที่จะไม่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ในเรื่อง "ความจำเป็นเร่งด่วน" กล่าวคือ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 20 (6) กำหนดว่า "งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้ตั้งได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ" 

แม้ว่าการเสนอโครงการฯ อ้างอิงจากสถานการณ์ความไม่สงบและภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมีของประเทศไทยทั้งในด้านปริมาณ ระยะเวลาขนส่ง และราคา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมุ่งลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทางการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 70 : 30 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ฟื้นฟูคุณภาพดิน ป้องกันศัตรูพืชและโรคพืชและเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหารของประเทศในระยะยาว 

ดังนั้น โครงการฯ จึงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีได้ทั้งหมด อีกทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงปุ๋ยอินทรีย์ เป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับโครงการนี้ ผ่านหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์และการขยายผล โครงการเพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อลดการใช้ปัยยูเรียในช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องทุกปี ผ่านศูนย์จัดการดินปิยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882  ศูนย์ทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริการจัดการดิน ตรวจวิเคราะห์ดินและจัดอบรมการทำ "ปุยสั่งตัด" เพื่อผสมปุยให้เหมาะกับสภาพดิน และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ทำหน้าที่ให้ความรู้กับเกษตรกรผู้นำในด้านวิชาการการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด การแปรรูป ฯลฯ ซึ่งรวมถึงความรู้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมี 
กรมพัฒนาที่ดินดำเนินโครงการ 


1) การพัฒนาต่อยออดกลุ่มที่เข้มแข็งภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี(ครัวไทยสู่ครัวโลก) ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำสารอินทรีย์และเทคโนโลยียีชีวภาพไปใช้เพื่อดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ดำเนินการกับเกษตรกรจำนวน 75,351 ราย พื้นที่ 906,008 ไร่ และปิงบประมาณ พ.ศ. 2566  ดำเนินการกับเกษตรกรจำนวน 71,242 ราย พื้นที่ 844,831.58  ไร่ 

และ 2) การส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ปีงประมาณพ.ศ. 2565 เป้าหมาย 13,000 ไร่ พื้นที่ 63 จังหวัด และ 3)  การส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ 

ดังนั้น โครงการฯ จึงมีลักษณะคล้ายกับโครงการประจำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งผลที่จะได้รับจากโครงการฯ ช่วยลดการพึ่งพาปุยเคมีจากต่างประเทศได้เพียงส่วนน้อย จึงไม่มีลักษณะของ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ที่ดำเนินการแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถวางแผนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนปกติได้ เพื่อให้รัฐบาลสำรองเงินจำนวนดังกล่าวไว้ใช้ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินและมีเงินเพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง หรือภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

แฟ้มภาพ  สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์
2. ความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า (Efficiency & Value for Money)  โครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการเพียง 4  เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 ซึ่งกิจกรรมที่จะดำเนินการมีทั้งการอบรม จัดทำแปลงสาธิต สร้างการรับรู้การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตรร่วมกับปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้างผลิตปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ การส่งมอบและแจกจ่ายปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรกร กลุ่มเกษตรกร จึงมีความเสียงที่โครงการจะไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยเฉพาะขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งมอบและแจกจ่ายเนื่องจากปุ๋ยที่โครงการจะดำเนินการแจกจ่ายมีปริมาณมาก อีกทั้งปุยชีวภาพมีอายุการเก็บรักษาสั้น  ผู้ผลิตจึงนิยมผลิตตามการสั่งซื้อ (Made to Order) เพื่อให้ปุ๋ยมีเชื้อสดและมีประสิทธิภาพสูง 

ทั้งนี้ หากกระบวนการดำเนินโครงการไม่สอดคล้องกับรอบการผลิตของพืชแต่ละชนิด (10 ชนิด) อาจทำให้ปุ๋ยที่แจกจ่ายให้แก่เกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์และเสื่อมสภาพ หรือกรณีเร่งรีบดำเนินการผลิตอาจมีความ
เสี่ยงต่อคุณภาพของปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรที่มีต่อเทคโนโลยี
ชีวภาพในระยะยาว

ดังนั้น การดำเนินโครงการโดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น อาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินการและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เมื่อเทียบกับการดำเนินการโดยใช้จ่ายจากงบประมาฌาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนปกติ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการมากกว่า สามารถวางแผนการดำเนินการให้สอดคล้องกับรอบการผลิตของพืชแต่ละชนิด

 

แฟ้มภาพ  สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดจันทบุรี
3.ความเสี่ยงด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและความเป็นธรรมในการกระจาย งบประมาณ (Effectiveness and Allocative Fairness)  โครงการ ฯ มุ่งหวังให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาการใช้ปุยเคมีและเคมีเกษตรซึงต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การดำเนินโครงการฯ เพียงระยะเวลา 4เดือน มีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ อีกทั้งการที่โครงการฯ มุ่งเน้นกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตรอาจเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ซ้ำกับการดำเนินโครงการปกติของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้การดำเนินโครงการนี้อาจไม่เป็นธรรมและไม่เกิดการกระจายงบประมาณแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรอื่น

4. ความเสียงด้านราคาและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (Pricing and Fair Competition)  การเร่งจัดหาปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ในปริมาณมากและต้องผ่านมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรภายในระยะเวลาเพียง 4  เดือน อาจมีผู้ประกอบการน้อยรายที่มีกำลังการผลิตที่จะตอบสนองโครงการได้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการผูกขาด หรือการสมยอมในการเสนอราคา ซึ่งจะทำให้รัฐไม่ได้ราคาที่ประหยัดที่สุด

 

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร

เปิดบันทึก"สตง." ฉบับเต็ม เบรกฉุกเฉิน "สุริยะ"ขอ 6 พันล้าน"ซื้อปุ๋ย" แจกเกษตรกร