ทำไมสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" ถึงน่ากลัวและเป็นสถานการณ์ข้อยกเว้น?
WHO ระบุว่าคลัสเตอร์การระบาดในครั้งนี้มีความน่ากังวลสูงเนื่องจากอัตราผลตรวจเป็นบวก (Positivity Rate) ในกลุ่มตัวอย่างแรกเริ่มนั้นสูงมาก (พบผลบวกถึง 8 ตัวอย่าง จากการสุ่มตรวจ 13 ตัวอย่างในพื้นที่ต่างๆ) ประกอบกับพื้นที่ hotspot เป็นเขตเมืองและกึ่งเมืองที่มีประชากรหนาแน่น มีการอพยพย้ายถิ่นฐานสูงจากวิกฤตมนุษยธรรมในคองโกตะวันออก
ที่สำคัญที่สุดคือ ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้ "ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทาง" ที่ได้รับการรับรอง ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ซาร์ (Ebola-Zaire) ที่เคยระบาดหนักในปี 2018-2019 และมีวัคซีนควบคุมได้แล้ว ทำให้สายพันธุ์นี้จัดเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงและเด็ดขาด
ข้อแนะนำเร่งด่วนจาก WHO ต่อชาติภาคี
สำหรับดีอาร์คองโกและยูกันดา (ประเทศที่พบการระบาด)
- เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน: ต้องเปิดศูนย์ควบคุมโรคภายใต้อำนาจสูงสุดของประมุขแห่งรัฐ เร่งติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด (Contact Tracing) และคุมเข้มมาตรการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
-
คุมเข้มการเดินทางข้ามแดน: สั่งห้ามผู้ป่วยยืนยันหรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเดินทางระหว่างประเทศเด็ดขาด โดยผู้ป่วยต้องถูกกักตัวจนกว่าผลตรวจจะเป็นลบ 2 ครั้ง ห่างกัน 42 ชั่วโมง ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต้องเฝ้าระวังอาการและห้ามบินข้ามประเทศจนกว่าจะครบ 21 วัน
-
การตรวจคัดกรองขาออก (Exit Screening): ต้องตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิและทำแบบสอบถามอาการไข้ที่สนามบิน ท่าเรือ และด่านพรมแดนทางบกอย่างเข้มงวด หากพบผู้มีอาการเข้าข่ายต้องระงับการเดินทางทันที เว้นแต่เป็นการอพยพทางการแพทย์
-
จัดการศพอย่างปลอดภัย: งานศพและการฝังร่างผู้เสียชีวิตต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และห้ามเคลื่อนย้ายศพข้ามพรมแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ
สำหรับประเทศที่มีพรมแดนติดกัน
ให้ยกระดับความพร้อมในการตรวจจับโรคขั้นสูงสุด ตั้งทีมตอบโต้เร็วเตรียมพร้อมภายใน 24 ชั่วโมงหากพบเคสต้องสงสัย และเตรียมอนุมัติการใช้ยารักษาในขั้นตอนการทดลองทันทีเพื่อเป็นมาตรการรับมือล่วงหน้า
สำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
WHO สั่งห้ามปิดพรมแดนหรือจำกัดการค้าและการเดินทางเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การปิดด่านจะยิ่งบีบให้ผู้คนลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ ซึ่งควบคุมโรคได้ยากกว่า และส่งผลกระทบวินาศต่อระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบโลจิสติกส์ในการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ รวมทั้งไม่จำเป็นต้องตั้งจุดตรวจคัดกรองขาเข้า (Entry Screening) สำหรับผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่เสี่ยงนอกภูมิภาคแอฟริกา
การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับโลกขององค์การอนามัยโลกในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการให้ทุกประเทศทั่วโลกตื่นตัวกับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แนวโน้มของสถานการณ์จะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการสกัดกั้นเชื้อไม่ให้หลุดรอดจากกรุงกัมปาลาและกรุงคินชาซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือมาตรการของ WHO ที่สั่งห้ามปิดพรมแดน สะท้อนถึงบทเรียนในอดีตที่ความตื่นตระหนกมักสร้างความเสียหายมากกว่าตัวโรค และนี่คือช่วงเวลาที่กองทุนและการทูตสาธารณสุขโลกจะต้องระดมกำลังเข้าสู่แอฟริกากลางโดยเร็วที่สุดก่อนที่วิกฤตนี้จะบานปลายจนยากเกินควบคุม