ด้วยความโกรธและรู้สึกถูกทรยศ สมัครจึงเปรียบตัวเองเป็น "ชาวนาในนิทานอีสป" ที่เก็บงูเห่าที่กำลังจะตายจากความหนาวมาอุ้มไว้ในอก ให้ความอบอุ่นและที่พักพิง แต่สุดท้ายงูเห่าตัวนั้นกลับฉกชาวนาตาย
"งูเห่า" ในนิยามของฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า หมายถึง สส. ที่ลงมติขัด ฝืน หรือแย้งกับมติของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด เพื่อรับผลประโยชน์จากฝ่ายที่ตนโหวตให้
คำนี้จึงถูกบัญญัติขึ้นในปีปลาย 2540 และฝังรากลึกในพจนานุกรมการเมืองไทยมาจนถึงวันนี้
🔵 [งูเห่าทุกยุค: จาก 2540 ถึง 2569]
นับจากวันนั้น คำว่างูเห่าถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ในสภาชุดที่ 25 (ปี 2562-2566) มีรายงานว่า สส.พรรคฝ่ายค้านหลายคนโหวตสวนมติพรรคในวาระสำคัญ ทั้งกรณีพระราชบัญญัติงบประมาณ และการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จนพรรคเพื่อไทยออกมาประณามว่าเป็น "Money Politic ที่ทำให้ระบบรัฐสภาถอยหลังไป 40 ปี"
ในสภาชุดที่ 26 (ปี 2566-2568) ก็เกิดปรากฏการณ์ "งูเห่า" หลายครั้ง ทั้งกลุ่ม สส.ประชาธิปัตย์ 16 เสียง โหวตเห็นชอบให้ เศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี กรณีของ กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ในขณะนั้น) ขอยุติบทบาททางการเมืองกับพรรค เพื่อไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม
และกรณีของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (ในขณะนั้น) ประกาศนำ 10 สส. โหวตหนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี
และหากย้อนไปเมื่อคราวโหวตนายกฯ แพทองธาร ต้นปี 2568 ร.อ.ธรรมนัส ยังเคยออกมาพูดว่า "อย่าเรียกงูเห่า" กับ สส.ฝ่ายค้านที่โหวตหนุนนายกฯ แต่ขอให้เรียกว่า "เพื่อนร่วมอุดมการณ์"
🔵 [สรุปแล้ว...ใครเป็น "งูเห่า" ในครั้งนี้?]
ด้วยเกมคณิตศาสตร์จากผลเลือกตั้งที่ออกมา ทำให้คราวนี้ภูมิใจไทยต้องคิดอย่างถี่ถ้วน เพราะนอกจากเสถียรภาพของรัฐบาลแล้ว ยังต้องหยุดยั้งการเติบโตของพรรคคู่แข่งที่แม้จะเคยร่วมรัฐบาลด้วย
ณ วันที่ 26 ก.พ. 69 พรรคภูมิใจไทยรวมเสียงได้แล้ว 292 เสียง ประกอบด้วยภูมิใจไทย 192 เสียง, เพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กอีกหลายพรรค ยังไม่รวมพรรคกล้าธรรม 58 เสียงที่ยังรอการตัดสินใจ (หรือตัดสินใจไปแล้วก็ไม่รู้)
หากสามารถดึง 9 สส.ออกมาได้สำเร็จ ตัวเลขก็จะทะลุ 300 เสียงอย่างสบาย ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ต้องพึ่งพิง "ผู้กอง" แต่ข่าวนี้จะจริงหรือเท็จ อีกไม่นานคงได้เห็นกัน
เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยยังคงหมุนวนในวังวนเดิม ระหว่าง "ผลประโยชน์ส่วนตัว" กับ "วินัยพรรค-อุดมการณ์" และคำว่า "งูเห่า" ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะล้าสมัยในเร็ววันนี้
แล้วเราทุกคนควรทำอย่างไร เพื่อหยุดยั้งวงจรเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก