เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : วิทยาศาสตร์ยืนยัน! “ทำดี ได้ (สุขภาพ) ดี” จริงๆ

16 ธ.ค. 2568 | nathaorn_som

OPINION : วิทยาศาสตร์ยืนยัน! “ทำดี ได้ (สุขภาพ) ดี” จริงๆ

“ทำดีได้ดี!” ไม่ใช่แค่คำพูดติดปากนะคะ ในมุมวิทยาศาสตร์ เวลาที่เราทำดีหรือมีน้ำใจกับคนอื่น ร่างกายเราจะเกิดกลไกในทางบวก ส่งผลให้เรามี สุขภาพดี ได้จริง ๆ เปรียบเสมือนรางวัลที่ย้อนกลับมาหาตัวเราโดยตรงเลยค่ะ!

🔵 [เกิดอะไรกับร่างกาย เมื่อเรา “ใจดี”?] 
นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Positivity Resonance ศาสตราจารย์ Zita Oravecz ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เวลาที่เราทำความดีให้ใคร หรือมีเมตตา แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ร่างกายจะเกิดคลื่นพลังดีร่วมกัน เรียกว่า “การสั่นพ้องเชิงบวก” ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ทรงพลังของการมีไมตรีร่วมกัน และสามารถส่งผลสะท้อนไปทั่วร่างกายได้ 
. 
เพียงช่วงเวลาไม่กี่วินาทีที่เราส่งรอยยิ้ม และคนตรงหน้ารับมัน สมองของทั้งสองฝ่ายจะหลั่งฮอร์โมน หัวใจเต้นในจังหวะใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นระดับความเครียดจะลดลงทันที คล้าย ๆ การปรับคลื่นความถี่หัวใจเข้าหากันค่ะ 
. 
🔵 [ทำไม “ความใจดี” ดีต่อสุขภาพ?] เพราะมันช่วยลดฮอร์โมนเครียดได้จริง ฮอร์โมนความสุขที่หลั่งออกมา เช่น ออกซิโทซิน ทำให้รู้สึกผูกพัน อบอุ่น, โดปามีน ทำให้เรามีความสุข, เซโรโทนิน ช่วยเรื่องอารมณ์และการนอนหลับ ทั้งหมดนี้ช่วยกดฮอร์โมนเครียดอย่าง “คอร์ติซอล” ให้ลดลง ช่วยลดการอักเสบ และลดความดันโลหิตในระยะยาว 
.
งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาอาจช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการปวดทางกาย ต่อสู้กับความเหงา และช่วยคงความมีสุขภาพดีได้ยาวนานขึ้น

🔵 [“ความใจดี” ยังช่วยลด “ซึมเศร้า”!] 
งานวิจัยพบว่าคนที่ทำ “ความดีเป็นประจำ” มีอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ช่วยลดความโดดเดี่ยวซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของโลกตอนนี้ WHO รายงานว่า 1 ใน 6 คนทั่วโลกกำลังเผชิญความเหงา แต่หลายงานวิจัยชี้ว่า “การช่วยคนอื่น” เป็นหนึ่งในวิธีลดความเหงาได้ดีที่สุด เพราะมันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีตัวตน 
.
นอกจากนี้ งานวิจัยในอังกฤษที่ติดตามคนกว่า 48,000 คน นาน 10 ปี พบว่า คนที่บริจาคเงินหรือทำงานจิตอาสาเป็นประจำ มีอาการเจ็บปวดร่างกายน้อยลง โดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่รบกวนชีวิตประจำวัน อีกงานวิจัยจากอเมริกา ติดตามผู้คน 13,000 คน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า คนที่อาสาทำกิจกรรมทางสังคม หรือกิจกรรมช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างน้อย 100 ชั่วโมงต่อปี มีอายุยืนกว่า มีความสุขกว่า มีความหวังในชีวิตมากกว่า และเคลื่อนไหวคล่องตัวกว่า นี่ถือเป็นความดีที่ย้อนกลับมาหาเราแบบจับต้องได้จริง ๆ 
. 
วันนี้เราได้รู้แล้วว่า “ความใจดี” หรือ “การให้” ไม่ใช่เรื่องสวยงามทางนามธรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือ “พฤติกรรมสุขภาพ” แบบหนึ่งที่สามารถอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้จริง เรียกได้ว่าเป็นผลกำไรที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง อย่างน้อยก็ทำให้เรารับรู้ว่าการให้ของเราไม่สูญเปล่าแน่นอนค่ะ!

ข่าวล่าสุด