ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2557 นางถูก ได้ไปกู้ยืมเงินจากตำรวจนายหนึ่งจำนวน 20,000 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนหมู่บ้าน โดยมีเงื่อนไขต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน จนกว่าจะมีเงินต้นไปชำระคืน ทั้งนี้ ในช่วง 3–4 ปีแรก ตนไม่มีเงินไปจ่ายดอกเบี้ย เนื่องจากมีรายได้จากการเก็บของเก่าขายเพียงสัปดาห์ละ 100–200 บาทเท่านั้น
ต่อมา นางถูก จึงตัดสินใจไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อนำเงินก้อนจำนวน 40,000 บาท ไปชำระคืนให้กับนายตำรวจคนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย โดยในวันที่นำเงินไปใช้หนี้ มีพ่อของนายตำรวจเจ้าหนี้เป็นผู้รับเงินไว้ แต่ไม่ได้มอบเอกสารการปิดหนี้ให้ ด้วยความไว้ใจว่าเจ้าหนี้เป็นข้าราชการตำรวจคงไม่มีปัญหาตามมา จึงเข้าใจว่าภาระหนี้สิ้นสุดลงแล้ว
อ้างเงินคืนไม่พอ! ตำรวจส่งคนไถปรับที่นา ยึดทำกินเองนานกว่า 10 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังจากชำระเงินคืนได้ไม่นาน นายตำรวจที่เป็นเจ้าหนี้กลับส่งคนเข้ามาไถปรับพื้นที่นาของนางถูก เนื้อที่ 1 ไร่ จากทั้งหมด 3 ไร่ โดยอ้างว่าเงินจำนวน 40,000 บาทที่จ่ายคืนไปนั้น ไม่เพียงพอต่อการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ จึงทำการยึดที่นาไปทำกินแทน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางถูก และพี่สาว ได้พยายามเดินทางไปขอไถ่ที่นาคืนมาโดยตลอด แต่นายตำรวจคู่กรณีกลับหลบเลี่ยงและบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จนเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่า 10 ปี นายตำรวจคนดังกล่าวยังคงยึดพื้นที่นาดังกล่าวไว้ทำกินเองโดยไม่ยอมคืนให้
แบกรับภาระหนักเลี้ยงดูผู้พิการ 6 คน ขายของเก่า-เบี้ยคนพิการไม่พอประทังชีวิต
การถูกยึดที่นาส่งผลให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากที่นาดังกล่าวเป็นความหวังเดียวในการทำมาหากินเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 8 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้พิการถึง 6 คน ประกอบด้วย
- 1.นางถูก (ตัวป้า): พิการทางการได้ยิน
- 2.นางตาล (พี่สาว): ตาบอดทั้งสองข้าง
- 3.น้องชาย: เป็นใบ้
- 4.สามี: ป่วยจิตเวช
- 5.ลูกชาย: พิการทางสติปัญญา
- 6.หลานชาย: พิการทางสติปัญญา
ปัจจุบัน ครอบครัวต้องพึ่งพารายได้จากการเก็บของเก่าขายและเบี้ยผู้พิการ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิตและการดูแลผู้ป่วย-ผู้พิการในบ้าน
พี่สาววอนขอความเห็นใจตำรวจเจ้าหนี้ รับผลประโยชน์ไป 10 ปีแล้ว ขอคืนที่นาให้ผู้พิการ
ด้าน นางตาล พี่สาวของนางถูก ซึ่งตาบอดทั้งสองข้าง เปิดเผยว่า ตอนที่น้องสาวไปกู้เงินตำรวจ 20,000 บาท ไม่ได้ปรึกษาคนในบ้าน มารู้เรื่องตอนที่น้องสาวไปกู้ ธกส. นำเงิน 40,000 บาทไปคืน เพราะเข้าใจว่ากู้มา 20,000 บาท จ่ายคืนไป 40,000 บาท หนี้ก็น่าจะจบสิ้น แต่กลับถูกยึดที่นาไปโดยอ้างว่าเงินไม่พอ
"เมื่อเขาเข้ามาทำประโยชน์ในที่นากว่า 10 ปีแล้ว ก็น่าจะได้ผลประโยชน์เพียงพอแล้ว จึงอยากขอความเห็นใจจากตำรวจที่เป็นเจ้าหนี้ ให้ช่วยคืนที่นาให้ครอบครัวได้ใช้ทำกินด้วย เพราะครอบครัวมีผู้พิการถึง 6 ชีวิตที่ต้องดูแล"
ขณะที่ นางถูก วอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ดำรงธรรม หรือผู้มีความรู้ทางกฎหมาย เข้ามาช่วยเหลือหาแนวทางนำที่ดินคืน และขอความเมตตาจากเจ้าหนี้ให้คืนที่นา เพื่อให้ครอบครัวพิการได้มีที่ทำกินประทังชีวิตต่อไป
สรุปความผิดกรณี "ตำรวจปล่อยกู้นอกระบบ (ร้อยละ 5 ต่อเดือน)"
ความผิดทางอาญา
พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 (มาตรา 4): การคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน = ร้อยละ 60 ต่อปี (กฎหมายกำหนดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือน) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผลทางแพ่ง: ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็น "โมฆะ" ทั้งหมด (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654) เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกคืนได้เฉพาะ "เงินต้น" เท่านั้น ดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้วให้นำไปหักเงินต้นได้
การยึดครองที่ดินโดยมิชอบ: หากไม่มีสัญญาจำนอง/ขายฝากที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย การเข้าไปไถปรับและยึดที่ดินทำกินของผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดฐาน "บุกรุก" (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365) และหากใช้อิทธิพลข่มขู่ยึดที่ดิน อาจเข้าข่าย "กรรโชกทรัพย์" หรือ "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" เพิ่มเติมด้วย
ความผิดทางวินัยข้าราชการตำรวจ (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565)
เข้าข่าย "ผิดวินัยอย่างร้ายแรง" เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแต่กลับกระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน (ปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด) และใช้อิทธิพล/ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำรวจอย่างร้ายแรง
โทษทางวินัยร้ายแรง: ตั้งกรรมการสอบสวน มีโทษถึงขั้น ปลดออก หรือ ไล่ออกจากราชการ
สรุปประเด็นกฎหมายเรื่อง "ที่ดิน ส.ป.ก." (สิทธิทำประโยชน์)
ข้อมูลเรื่อง ส.ป.ก. ที่คุณระบุมาถูกต้องตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ทุกประการ
สัญญานั้นเป็นโมฆะ: ซื้อขาย/จำนอง/โอนเปลี่ยนมือที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาท ตกเป็น โมฆะ ทันทีตั้งแต่วันทำสัญญา (เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น)
สิทธิของผู้ขาย (เกษตรกร): หากนำไปขายหรือโอนให้คนอื่น ถือว่าสละสิทธิการครอบครอง จะถูก ส.ป.ก. ยึดคืนที่ดิน และหมดสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. อื่นๆ
สิทธิของผู้ซื้อ (เจ้าหนี้/ตำรวจ): ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ได้สิทธิครอบครอง และไม่สามารถนำสัญญาซื้อขาย/ข่มขู่ไปฟ้องร้องบังคับคดีต่อศาลได้
เชื่อมโยงข้อกฎหมายกับกรณีชาวบ้านถูกยึดที่ดิน
ในกรณีที่ชาวบ้านกู้เงินแล้วโดนยึดที่นาทำกิน (ตามข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ถ้าเป็นที่ดินมีโฉนด/น.ส.3: เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึดเองตามใจชอบ ต้องฟ้องร้องต่อศาลและผ่านกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายเท่านั้น การเข้าไปยึดทำกินเอง ถือว่า บุกรุก
ถ้าเป็นที่ดิน ส.ป.ก.: เจ้าหนี้ยิ่งไม่มีสิทธิยึดหรือรับโอนโดยเด็ดขาด เพราะสัญญาข่มขู่/ยึดที่ดิน ส.ป.ก. ตกเป็นโมฆะตั้งแต่แรก
การชำระหนี้ทบดอก: เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะทั้งหมด การที่ชาวบ้านจ่ายเงินคืนไป 40,000 บาท (จากเงินต้น 20,000 บาท) ถือว่า ชำระคืนเงินต้นครบถ้วนแล้ว และส่วนที่เกิน 20,000 บาท สามารถเรียกคืนจากเจ้าหนี้ได้ด้วย