นอกจากนี้ การตัดสินใจกลับอังกฤษยังถูกวิจารณ์ว่า มีเบื้องหลังมาจากความต้องการส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันชั้นนำที่มีการคัดเลือกเข้มงวด ซึ่งเป็นความย้อนแย้งอีกข้อ ของผู้ที่มักประกาศว่าเกลียดชังจารีตและชนชั้นสูง แต่กลับนำตัวเองและครอบครัวกลับเข้าสู่ระบบนิเวศแบบเดิม
เมื่อ “นักรณรงค์เรื่องการเยียวยา” กลายเป็นคนที่ถูกมองว่าใช้ความเจ็บปวดเป็นเครื่องมือ เรื่องนี้จึงไม่ได้จบแค่ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของครอบครัวระดับโลก แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงราคาของการพยายามรักษาพื้นที่สื่อ
การประกาศต่อสาธารณะซ้ำ ๆ ว่าต้องการ “คืนดี” พร้อมกับการสร้างบทบาทให้ตนเองเป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรม อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าราชบริพารและคนในครอบครัว ถึงต้องรีบ “ปิดประตูเหล็ก” รักษาระยะห่างทันทีที่ได้ยินชื่อ เพราะในสายตาคนนอก เส้นแบ่งระหว่าง “การสมานรอยร้าว” กับ “การเรียกร้องความสนใจ” นั้นดูพร่าเลือนจนแยกไม่ออก
เมื่อเกิดความขัดแย้งกับคนใกล้ตัว การพยายามสื่อสารผ่าน “พื้นที่สาธารณะ” เพื่อแสดงความพร้อมที่จะปรองดอง เป็นเครื่องมือที่ช่วยกดดันให้เกิดการเปิดใจ หรือเป็นตัวการที่ทำให้การพูดคุยแบบส่วนตัวยิ่งเป็นไปไม่ได้?