🔵[ยกระดับ BOI และกรมศุลกากร: จากรับลงทุนลวง สู่ดึงดูดทุนจริง]
การถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ถือเป็น "ยาขม" ที่ช่วยดึงสติเศรษฐกิจไทย ให้หันมาคัดกรองการลงทุนภายนอกอย่างตรงไปตรงมา ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้โอกาสนี้ยกระดับยุทธศาสตร์ชาติได้ใน 3 มิติ
ยกกระดับสิทธิประโยชน์ BOI: ปรับเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ไม่เน้นเพียงตัวเลขเงินลงทุนรวม แต่ต้องเน้น Local Content หรือการใช้วัตถุดิบและซัพพลายเชนภายในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่แรงงานไทย
ขันน็อตการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CoO): กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสาร dossiers ของสินค้าแต่ละรายการ เพื่อปกป้องผู้ส่งออกไทยตัวจริงไม่ให้โดนลูกหลงภาษี 40% ไปด้วย
เร่งดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ใช้จังหวะนี้ดึงดูดกลุ่มทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจริง เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วน EV ขั้นสูง และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการผลิตเชิงลึกในไทยจริงๆ
วิกฤตการสวมสิทธิ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่จุดจบของภาคส่งออกไทย แต่เป็น "จุดคัดกรอง" ที่จะสลัดทุนเทาและทุนสวมสิทธิ์ออกไป แล้วเปิดทางให้ทุนคุณภาพสูงเข้ามาสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
🔵[มองไปข้างหน้า: "Made in Thailand" ในวันที่โลกต้องการความจริงใจ]
การติด Tier 2 ในวันนี้ อาจดูเป็นข่าวยกแรกที่ทำให้ภาคการส่งออกหวั่นไหว แต่หากเราใช้โอกาสนี้ล้างบ้าน ร่างกฎเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าให้แข็งแกร่ง และสนับสนุนให้เกิดการผลิตจริงในประเทศ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ "ทางผ่านของสินค้า" อีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางการผลิตที่น่าเชื่อถือที่สุดในภูมิภาคอาเซียน"
ในฐานะที่คุณเป็นคนทำงาน ผู้ประกอบการ หรือผู้กำหนดนโยบาย... คุณคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะหยุดเกรงใจทุนต่างชาติสายสวมสิทธิ์ แล้วหันมาสร้างมาตรฐานถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มแข็ง เพื่อทำให้ยี่ห้อ 'Made in Thailand' กลายเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพและความซื่อสัตย์ที่ทั่วโลกยอมรับอย่างภาคภูมิ?