เนชั่นทีวี

Nation Story

สหรัฐฯ จัดไทยติด Tier 2 สวมสิทธิ์สินค้าจีน โอกาสล้างไพ่เศรษฐกิจ จาก 'ทางผ่าน' สู่ 'ฐานการผลิตจริง'

15 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

สหรัฐฯ จัดไทยติด Tier 2 สวมสิทธิ์สินค้าจีน โอกาสล้างไพ่เศรษฐกิจ จาก 'ทางผ่าน' สู่ 'ฐานการผลิตจริง'

ไทยกำลังกลายเป็นแค่ "ทางผ่าน" สวมสิทธิ์สินค้าจีนจริงหรือ? หลังทำเนียบขาวออกรายงานฉบับใหม่ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงด้านการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) เพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ แต่ในวิกฤตที่ดูเหมือนเป็นความเสี่ยงนี้... หากเรามองอีกมุม นี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนครั้งสำคัญให้ประเทศไทยเลิกรับ "ทุนทางผ่าน" แล้วหันมารุกสร้าง "ฐานการผลิตจริง" ที่มีมูลค่าสูงอย่างยั่งยืนหรอกหรือ?

🔵[ถอดรหัสรายงานทำเนียบขาว: เกิดอะไรขึ้นเมื่อไทยถูกจัดอยู่ Tier 2?]

ทำเนียบขาว โดยสำนักงานการค้าและการผลิต (OTMP) ได้เปิดเผยรายงานพิเศษภายใต้ชื่อ "The Great Transshipment Scam" ซึ่งเป็นการเอกซเรย์ห่วงโซ่การค้าโลกอย่างเข้มข้น โดยระบุว่ามีการสวมสิทธิ์สินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนผ่านประเทศที่สาม สร้างความเสียหายต่อระบบภาษีสหรัฐฯ สูงถึง 40-303 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บราซิล และตุรกี โดยสหรัฐฯ ประเมินว่า ประเทศในกลุ่มนี้มีวอลุ่มการส่งผ่านสินค้าสูง และมีความเชื่อมโยงทางโลจิสติกส์และการผลิตกับซัพพลายเชนจีนอย่างลึกซึ้ง

 

สหรัฐฯ ไม่ได้แค่ขู่ด้วยรายงาน แต่เริ่มบังคับใช้มาตรการเชิงรุกอย่าง คำสั่งบริหาร Executive Order 14411 พร้อมนำเทคโนโลยี AI "Detective Border" มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรย้อนหลังถึง 5 ปี หากพบว่าสินค้าจากไทยเข้าข่ายการสวมสิทธิ์หรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย (Screwdriver Assembly) สินค้านั้นจะถูกลงโทษด้วยภาษีเพิ่มสูงถึง 40% ทันที

 

"การย้ายสินค้ายิงผ่านประเทศที่สามโดยแปะป้ายใหม่ แต่ไม่มีการแปรรูปอย่างมีสาระสำคัญ (Substantial Transformation) ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนถิ่นกำเนิดสินค้า และถือเป็นพฤติกรรมฉ้อโกงการค้า" — ข้อสรุปสำคัญจากรายงาน OTMP ทำเนียบขาว

 

แล้วผู้ประกอบการไทยและภาครัฐ ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงภัยคุกคาม หรือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย?

 

🔵[ปลดล็อก Substantial Transformation: ทางรอดเด็ดขาดของภาคอุตสาหกรรมไทย]

ปัญหาที่ผ่านมาคือ ผู้ลงทุนต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาสร้าง "โรงงานไขควง" (Screwdriver Factories) ในไทย นำชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดจากจีนมาประกอบ ขันน็อต ปิดฉลาก แล้วขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CoO) ออกไปสหรัฐฯ ซึ่งรูปแบบนี้กำลังถูกกวาดล้างอย่างหนัก

 

ทางรอดเดียวของไทยต่อจากนี้ คือการยึดหลัก Substantial Transformation (การแปรรูปอย่างมีสาระสำคัญ) อย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สินค้าที่ส่งออกจากไทยคือสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทยจริง โดยมี 3 หลักการสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัว

 

Tariff Shift Analysis: กระบวนการผลิตในไทยต้องทำให้รหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) ของวัตถุดิบเปลี่ยนไปสู่พิกัดใหม่ในระดับสินค้าสำเร็จรูปอย่างชัดเจน

 

Local Value-Added (%): ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยตามสัดส่วนที่กำหนด (โดยทั่วไปอยู่ที่ 35%-45%) ไม่ใช่แค่นำเข้าชิ้นส่วนมูลค่า 95% มาประกอบ

 

Core Manufacturing Processes: ต้องเกิดกระบวนการผลิตหลักในไทย เช่น การเชื่อมประกอบเชิงลึก การผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือการผสมเคมีภัณฑ์ ไม่ใช่แค่นำเข้าชิ้นส่วนมาขันน็อตบรรจุใหม่

 

"การประกอบเพียงเล็กน้อย สลับบรรจุภัณฑ์ หรือติดฉลากใหม่ ไม่สามารถลบล้างถิ่นกำเนิดเดิมได้อีกต่อไป ในโลกการค้าปี 2026 มีเพียงการผลิตจริงที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอด"

 

เมื่อกฎการค้าโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภาครัฐอย่าง BOI และกรมศุลกากร จะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร?

🔵[ยกระดับ BOI และกรมศุลกากร: จากรับลงทุนลวง สู่ดึงดูดทุนจริง]

การถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ถือเป็น "ยาขม" ที่ช่วยดึงสติเศรษฐกิจไทย ให้หันมาคัดกรองการลงทุนภายนอกอย่างตรงไปตรงมา ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้โอกาสนี้ยกระดับยุทธศาสตร์ชาติได้ใน 3 มิติ

 

ยกกระดับสิทธิประโยชน์ BOI: ปรับเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ไม่เน้นเพียงตัวเลขเงินลงทุนรวม แต่ต้องเน้น Local Content หรือการใช้วัตถุดิบและซัพพลายเชนภายในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่แรงงานไทย

 

ขันน็อตการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CoO): กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสาร dossiers ของสินค้าแต่ละรายการ เพื่อปกป้องผู้ส่งออกไทยตัวจริงไม่ให้โดนลูกหลงภาษี 40% ไปด้วย

 

เร่งดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ใช้จังหวะนี้ดึงดูดกลุ่มทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจริง เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วน EV ขั้นสูง และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการผลิตเชิงลึกในไทยจริงๆ

 

วิกฤตการสวมสิทธิ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่จุดจบของภาคส่งออกไทย แต่เป็น "จุดคัดกรอง" ที่จะสลัดทุนเทาและทุนสวมสิทธิ์ออกไป แล้วเปิดทางให้ทุนคุณภาพสูงเข้ามาสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

 

🔵[มองไปข้างหน้า: "Made in Thailand" ในวันที่โลกต้องการความจริงใจ]

การติด Tier 2 ในวันนี้ อาจดูเป็นข่าวยกแรกที่ทำให้ภาคการส่งออกหวั่นไหว แต่หากเราใช้โอกาสนี้ล้างบ้าน ร่างกฎเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าให้แข็งแกร่ง และสนับสนุนให้เกิดการผลิตจริงในประเทศ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ "ทางผ่านของสินค้า" อีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางการผลิตที่น่าเชื่อถือที่สุดในภูมิภาคอาเซียน"

 

ในฐานะที่คุณเป็นคนทำงาน ผู้ประกอบการ หรือผู้กำหนดนโยบาย... คุณคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะหยุดเกรงใจทุนต่างชาติสายสวมสิทธิ์ แล้วหันมาสร้างมาตรฐานถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มแข็ง เพื่อทำให้ยี่ห้อ 'Made in Thailand' กลายเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพและความซื่อสัตย์ที่ทั่วโลกยอมรับอย่างภาคภูมิ?

ข่าวล่าสุด