คำให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด เพราะอิหร่านเคยประกาศตั้งเป้าสังหารทรัมป์มาตั้งแต่ปี 2563 หลังสหรัฐฯ ส่งโดรนสังหารนายพลกัสเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์แห่ง IRGC ขณะที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วสมัยที่ทรัมป์ยังเป็นผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ก็พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังวางแผนลอบสังหารเขา ยังไม่นับอีกคดีเมื่อปลายปีที่แล้วที่สายลับอิหร่านจ้างชาวนิวยอร์ก 2 รายที่เขาเจอในคุกเพื่อฟอร์มทีมปลิดชีพทรัมป์เช่นกัน
เมื่อวานนี้ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ถึงแผนเอาคืนอิหร่านหากเขาถูกลอบสังหาร โดยประกาศล่วงหน้าไปยังอิหร่านเลยว่า ขีปนาวุธ 1,000 ลูก ถูกล็อกเป้าและเตรียมพร้อมยิงไปยังอิหร่านแล้ว และจะมีอีกหลายพันลูกตามไปในทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือตามคำขู่ที่ประกาศไว้ว่าจะลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่ากองทัพสหรัฐฯ มีความพร้อมและมีความสามารถทำลายล้างทุกพื้นที่ของอิหร่านให้สิ้นซากในกรอบเวลา 1 ปี
🔵 [แผน “ทรัมป์” ทำไม่ได้จริง?]
แม้ทรัมป์จะสั่งการไว้อย่างไร แต่หากเขาถูกลอบสังหารจริง ผู้ที่จะมีหน้าที่ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 และกฎหมายว่าด้วยการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2490 ก็คือ “รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์” ที่อาจจะไม่เลือกทำตามแผนที่ทรัมป์วางเอาไว้ก็เป็นได้
ในอดีตสหรัฐฯ มีแผนฉุกเฉินเพื่อรักษาความต่อเนื่องของรัฐบาลในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือภัยพิบัติร้ายแรงอื่นๆ ที่ทำลายกรุงวอชิงตัน ดีซีส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการจัดฝูงบินบัญชาการทางอากาศที่จะบินอยู่บนท้องฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสงครามเย็น โดยมีนายพลประจำอยู่บนเครื่องบินลำใดลำหนึ่งเพื่อรับคำสั่งยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ในกรณีที่สหรัฐฯ แพ้สงคราม แต่แผนเหล่านั้นก็ไม่ได้อนุญาตให้โจมตีตอบโต้ทันทีแบบอัตโนมัติหลังจากประธานาธิบดีเสียชีวิต
ที่ผ่านมามีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกลอบสังหารจนถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้ว 4 ราย ได้แก่ อับราฮัม ลินคอล์น, เจมส์ การ์ฟิลด์, วิลเลียม แมคคินลีย์ และจอห์น เอฟ. เคนเนดี แต่อดีตผู้นำเหล่านี้ถูกสังหารโดยคนอเมริกันด้วยกันเอง ดังนั้น หากทรัมป์ถูกลอบสังหารโดยอิหร่าน นี่จะถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ถูกจบชีวิตด้วยน้ำมือของคนชาติอื่น ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าจะต้องตามมาด้วยสงครามครั้งใหญ่ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3 ของจริงก็เป็นได้
.