ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ป้าน้ำตานองหน้า โดนแอบกดเงินไป 5,000 บาท ขณะนั่งรถเข็นมาฟอกไต

1.86K 16
ป้าน้ำตานองหน้า โดนแอบกดเงินไป 5,000 บาท ขณะนั่งรถเข็นมาฟอกไต

ป้าวัย 57 ปี ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ป่วยเป็นโรคไต เดินไม่ไปฟอกไตที่ โรงพยาบาล วานพนักงานเปล ช่วยไปกดเงินที่ลูกโอนให้ 5,800 บาท แต่ถูกแอบกดเงินหายไป 5,000 บาท จึงนำหลักฐานเข้าแจ้ง ตำรวจให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา หากแอบกดไปจริง ขอให้เอามาคืน ไม่มีเงินซื้อนมให้หลานกิน ตำรวจเร่งทำเรื่องประสานขอภาพวงจรปิดจากธนาคาร

(24 เม.ย.63) นายรวย โพนรัมย์ อายุ 57ปี และ น.ส.สุนันท์ หะพินรัมย์ อายุ 54 ปี สองสามีภรรยา ชาว ต.ศรีภูมิ อ.กระสังจ.บุรีรัมย์ อยากให้ช่วยตรวจสอบ หลังเงินในบัญชีหายไป 5,000 บาทหลังจากวานให้พนักงานเปลของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง  นำบัตรเอทีเอ็ม ไปกดเงินที่ลูกสาวโอนมาให้  เป็นค่ารถกลับบ้าน หลังจากฟอกไตเสร็จจึงได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

เมื่อไปถึงที่บ้าน ก็พบป้าสุนันท์นั่งรถเข็นอยู่ เนื่องจากไม่สามารถเดินไปมาด้วยตัวเองได้  ป้าสุนันท์ เล่าให้ฟังว่า ตนเองป่วยเป็นโรคไตมาประมาณ 7ปีแล้วต้องไปฟอกไตที่โรงพยาบาลในตัวเมืองบุรีรัมย์ สัปดาห์ละ 3 วัน  แต่ที่ผ่านมาก็ยังพอนั่งรถไฟ ไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเองได้เอง  แต่เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มกระดูกร้าวทำให้ไม่สามารถเดินไปมาเองได้  ต้องใช้รถเข็นสำหรับคนพิการหลังจากนั้นทาง อบต.ศรีภูมิ ก็ให้รถกู้ชีพมาช่วยบริการรับ-ส่งไปฟอกไตที่โรงพยาบาลในตัวเมือง  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะฐานะยากจน 


กระทั่งวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา  ได้ไปฟอกไตตามที่หมอนัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ระหว่างทางลูกสาวได้โทรศัพท์มาแจ้งว่า โอนเงินมาให้จำนวน 5,800 บาท เพื่อเอาไปใช้หนี้ค่านมหลานสาววัย 2 ขวบ เพราะค้างค่านมกับร้านในหมู่บ้านเอาไว้  อีกส่วนหนึ่งให้เอาไปเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว  

หลังจากฟอกไตเสร็จ  ป้าสุนันท์  ซึ่งเดินไม่ได้ ส่วนสามีก็กดเอทีเอ็มไม่เป็น จึงวานให้ให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นพนักงานเปล ช่วยไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ที่ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลให้ จากนั้นไม่นานพนักงานคนดังกล่าว ก็เดินกลับมาบอกว่าเงินในบัญชีมีแค่ 1,000 บาทเท่านั้น  ป้าสุนันท์ ก็รู้สึกแปลกใจ จึงให้สามีเดินไปกับพนักงานคนเปลอีกรอบ  เพื่อไปดูว่าเงินในบัญชีมีแค่ 1,000 บาทจริงหรือไม่ เพราะลูกสาวโทรมาบอกว่าโอนมาให้ 5,800 บาท พอสามีเดินกลับมา ก็บอกว่ามีเงินเหลือบัญชี 1,087 บาทจริง จึงให้พนักงานเปล ช่วยกดถอนออกมา 1,000 บาท ทำให้เหลือเงินติดบัญชี 87 บาท 

ด้วยความคาใจ จึงได้โทรศัพท์กลับไปสอบถามลูกสาวอีกครั้ง ว่าโอนเงินมาให้เท่าไหร่ ลูกสาวได้ยืนยันว่าโอนมาให้ 5,800 บาท พร้อมส่งสลิปมาให้ดูเป็นหลักฐาน ดังนั้นหากลูกสาวโอนเงินมาให้ 5,800 บาท บวกกับเงินในบัญชีที่มีอยู่  287 บาท ก็น่าจะต้องมีเงินอยู่ในบัญชี 5,087 บาท หลังจากนั้นจึงให้หลานที่บ้านเอาสมุดบัญชีธนาคารไปปรับเช็คที่ธนาคารออมสิน ก็พบว่ามีการกดเงินออกไป 2 ครั้ง ครั้งแรก 5,000 บาท ครั้งที่สอง 1,000 บาท ทิ้งระยะห่างกันประมาณ 10 นาที จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ไว้เป็นหลักฐาน และอยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนกดเงินไป ส่วนตัวไม่ได้เจตนาจะโทษพนักงานคนนั้น ว่าเป็นคนกดเงินไป แต่วันนั้นก็ไม่มีใคร เพราะสามีก็กดเงินไม่เป็น และวานให้คนๆ เดียวคือพนักงานเปลไปกด

ป้าสุนันท์ยังเล่าทั้งน้ำตาว่า เงินจำนวนดังกล่าวสำคัญกับครอบครัวมาก เพราะต้องเอาไปใช้หนี้ค่านมร้านค้าในหมู่บ้านที่เซ็นมาให้หลานสาวกิน และเก็บไว้ซื้อข้าวกิน เพราะตัวเองก็ป่วยทำงานไม่ได้ รอแต่เงินที่ลูกสาวซึ่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ จะส่งมาให้ครั้งละ 1,000 - 2,000 บาท ก็มีครั้งนี้ ที่ส่งมาเยอะหน่อย 5,800 บาท เพราะต้องเอาไปจ่ายหนี้ค่านมหลาน ก็อยากจะวิงวอนหากเอาไปจริงก็ขอเอามาคืน เพราะตอนนี้ไม่มีเงินติดบ้านที่จะใช้จ่ายเลย

เรื่องโดย สุรชัย พิรักษา | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend