สำหรับเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2570 อพท.จะยกระดับเกาะหมาก ให้เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาเครื่องมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันให้เกาะหมากได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยองค์กรรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของ GREEN DESTINATION เป็นแห่งแรกของประเทศไทย นำสู่การขยายผลในเชิงขององค์ความรู้สู่แหล่งท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกัน และยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่สถาบันการศึกษา
รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากทั่วประเทศ ที่มีความสนใจและต้องการจะลงมาศึกษาเรียนรู้ รวมไปถึงการทดลอง ศึกษาวิจัย และการพัฒนาเครื่องมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเกาะหมากจะต้องเป็นพื้นที่ต้นแบบของการลดผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวให้มากที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่การฝังกลบหรือเผาทำลาย ผ่านกระบวนการตามหลักการ Circular Economy โดยพยายามบริหารจัดการให้มีการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
อพท. มองศักยภาพของเกาะหมากว่า เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะสามารถผลักดันให้สู่ความเป็น แซนด์บล็อกซ์ (Sand Box) ในภาคตะวันออก เพราะเกาะหมาก มีความซับซ้อนค่อนข้างน้อย มีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก มีความร่วมมือจากผู้คนในท้องถิ่น
นอกจากนั้น ผู้ประกอบการ ชุมชน หน่วยงานองค์กร ที่เกาะแห่งนี้ต่างมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการมากเพียงพอ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของเกาะหมากที่จะพัฒนาสู่ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบต่อไป
ศ.ดร. วิสาขา ภู่จินดา คณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
เพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้กล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า BCG Economy จะนำไปสู่การกำหนดแนวปฏิบัติใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องการสร้างรายได้และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น
การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว การใช้ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำกลับมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Re-Cycle) รวมถึงการนำขยะไปผลิตพลังงานทดแทน (Waste to Energy) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมชุมชนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากขยะหรือที่เรียกว่า Re-Cycling เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถเข้ามาช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้มากยิ่งขึ้น เกิดการยกระดับการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน ตามหลักการ “ทำน้อยแต่ได้มาก”
อย่างไรก็ตามการจัดประชุมครั้งนี้ส่งผลให้ภาคีเครือข่าย อพท. เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของ Circular Economy และความสัมพันธ์กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยว ในการบริหารจัดการขยะภายใต้หลักการ Circular Economy ซึ่งภาคีได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะการนำ Circular Economy และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยอย่างยั่งยืนในแหล่งท่องเที่ยวต่อไป