อย่างไรก็ตามมีการบันทึกเอาไว้ถึงรูปร่างหน้าตาของยาสุเกะ หลังจากที่เขาได้เดินทางมาที่ญี่ปุ่น โดย มัตสึไดระ อิเอทาดะ (Matsudaira Ietada) หนึ่งในซามูไรในยุคนั้น เอาไว้ว่า “เขาสูงถึง 6 ชากุ 2 ซุง (ประมาณ 6 ฟุต 2 นิ้ว หรือ 1.88 เมตร)” ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกหนึ่งชิ้นที่บ่งชี้ถึงรูปร่างของยาสุเกะซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้เรื่องราวของยาสุเกะสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน
หลังจากเดินทางมาที่ญี่ปุ่นแล้ว วาลิญาโนและยาสุเกะได้เดินทางมาถึงเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่อยู่ภายใต้การปกครองของไดเมียว โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ไดเมียวผู้ที่มีอำนาจการปกครองมากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น ณ เวลานั้น โนบุนางะมีอำนาจมากขนาดที่สามารถรวมดินแดนแว่นแคว้นต่างๆ ที่แยกจากกันให้อยู่ภายใต้การปกครองของเขาได้ โดยพื้นที่และดินแดนต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับโนบุนางะนั้นมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
ทั้งนี้พงศาวดารของโนบุนางะเล่มหนึ่งระบุเอาไว้ว่า หลังจากที่โนบุนางะได้พบกับยาสุเกะครั้งแรก โนบุนางะก็ถูกใจและชื่นชอบในตัวยาสุเกะเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของสีผิว ความกำยำล่ำสัน พละกำลังที่มากล้น หรือแม้แต่การวางตัวที่ดีของยาสุเกะถึงขนาดทำให้โนบุนางะมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับยาสุเกะตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันและจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้แก่ยาสุเกะเลยทีเดียว
ถัดมาในปี 1851 โนบุนางะจ้างนักรับเข้ากองทัพตัวเองนับพันคนเพื่อเตรียมพร้อมทำศึกสงครามกับแคว้นรอบๆ แน่นอนว่ายาสุเกะคือหนึ่งในนั้น ทำให้ยาสุเกะกลายเป็นซามูไรชาวแอฟริกันและชาวต่างชาติที่ไม่ใช่เอเชียคนแรกของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ด้วยความรักใคร่เอ็นดูในซามูไรผิวดำคนนี้ทำให้ยาสุเกะได้รับดาบคาตานะ ยศถาบรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่สำคัญมากมายในกองทัพ นับเป็นเวลาไม่นานหลังจากได้เข้ารับราชาการ
สำหรับยาสุเกะเขาได้เลื่อนตำแหน่งกลายเป็นหนึ่งในทหารผู้ติดตามใกล้ชิดของโนบุนางะ ซึ่งมีจำนวนแค่ 30-50 คน เพียงเท่านั้น ทั้งนี้ล็อกลีย์ได้ระบุเอาไว้ในหนังสือของตนเองไว้ว่า ทหารเหล่านี้อาจเป็นมากกว่าทหารคนสนิทของโนบุนางะ แต่เป็นกลุ่มทหารที่โนบุนางะรักใคร่ชอบพอมากเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามบทบาทของยาสุเกะในฐานะซามูไรค่อนข้างสั้น โดยในวันที่ 21 มิถุนายน 1582 โนบุนางะได้เดินทางจากปราสาทอาซูจิมาที่วัดฮอนโนเพื่อทำพิธีชงชา เป็นเหตุให้เขาจำต้องทิ้งกำลังพลเอาไว้ที่ปราสาท และนำทหารติดตามมาเพียง 30 คนเท่านั้น มิตสึฮิเดะ อาเคจิ (Mitsuhide Akechi) ผู้ที่ซ่องสุมกำลังพลเอาไว้ จึงได้ทำการก่อกบฏและลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของโนบุนางะ โดยมิตสึฮิเดะได้ยกกองกำลังมากกว่า 13,000 คนมาล้อมรอบวัดฮอนโนเอาไว้ ขณะที่โนบุนางะมีกำลังพลอยู่กับตัวเพียงแค่ 30 คนเท่านั้น และยาสุเกะคือหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งเหตุการณ์กบฏในครั้งนี้ถูกบันทึกเอาไว้ด้วยชื่อ ‘กบฏที่วัดฮอนโน’
แน่นอนว่าด้วยจำนวนคนที่แตกต่างกันมากถึง 13,000 ต่อ 30 ทำให้ทหารที่มีเพียงน้อยนิดของโนบุนางะถูกกำจัดเกือบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองโนบุนางะจึงได้ทำพิธีปลิดชีพตัวเองด้วยการคว้านท้องหรือที่เรียกว่าเซ็ปปูกุ (seppuku) และได้ให้ รันมารุ โมริ (Ranmaru Mori) ผู้ติดตามคนสนิทฟันคอเขาให้ขาด ต่อมารันมารุก็ได้คว้านท้องเฉกเช่นเดียวกันกับโนบุนางะโดยขอให้ยาสุเกะทำการฟันคอของเขา แบบเดียวกับที่เขาทำกับโนบุนางะ ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวของทั้งคู่เป็นไปเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีตามแนวคิดของนักรบญี่ปุ่น
หลังจากนั้นยาสุเกะจึงได้นำหัวของทั้งคู่หนีออกมานอกปราสาท โดยมิตสึฮิเดะได้ไว้ชีวิตของยาสุเกะเอาไว้ โดยคาดหวังที่จะได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากบรรดาพระในคณะเยสุอิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครทราบถึงชะตากรรมของยาสุเกะหลังจากเหตุการณ์กบฏที่วัดฮอนโนอีกเลย ในส่วนของมิตสึฮิเดะเองก็กำชัยชนะเหนือโนบุนางะได้เพียงแค่สองวัน และได้ถูก ฮิเดโยชิ โทโยโทมิ (Hideyoshi Toyotomi) หนึ่งในพันธมิตรที่หลงเหลือของโนบุนางะ จัดการลงในท้ายที่สุด โดยเรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า ‘ยุทธการยามาซากิ’ และในท้ายที่สุดฮิโดโยชิก็ได้กลายเป็นผู้รวบรวมแว่นแคว้นให้อยู่ภายใต้การปกครองเขาในเวลาต่อมา
แม้บทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ของยาสุเกะจะสิ้นสุดลงไปเป็นเวลากว่าหลายร้อยปีแล้ว ทว่าบทบาทของเขาในฐานะตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยังคงโลดแล่นเรื่อยมาในโลกสมัยใหม่ อย่างเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา Netflix ได้เผยแพร่ ‘Yasuke’ อะนิเมะที่ว่าด้วยเรื่องราวของยาสุเกะในช่วง 20 ปีหลังจากเหตุการณ์กบฏวัดฮอนโน แม้อะนิเมะดังกล่าวจะไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ทว่ากลับทำให้ผู้คนได้รู้จักซามูไรชาวแอฟริกาคนนี้มากขึ้น
นั่นรวมไปถึงตัวละครยาสุเกะในเกม Assassin’s Creed Shadows ที่เราจะได้รับบทบาทในการเล่นเกมภาคใหม่นี้ด้วยเช่นกัน นับเป็นอีกครั้งที่ยาสุเกะได้กลับมามีชีวิตในปัจจุบัน แม้ว่าจะเป็นชีวิตผ่านตัวเกมก็ตาม แต่นั่นก็จุดกระแสให้ผู้คนได้ค้นหาข้อมูลและทำความรู้จักกับซามูไรผิวดำผู้นี้มากขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง
Germain ,J. (2023, January 10). Who Was Yasuke, Japan’s First Black Samurai?. Smithsonian Magazine . https://www.smithsonianmag.com/history/who-was-yasuke-japans-first-black-samurai-180981416/#:~:text=says%20it%E2%80%99s%20possible%20Yasuke%20was%20enslaved%20and%20trafficked%20as%20a%20child
Moon, K. (2021, April 30). The True Story of Yasuke, the Legendary Black Samurai Behind Netflix’s New Anime Series. Time . https://time.com/6039381/yasuke-black-samurai-true-story/
Purslow, M. (2024, May 15). Who Is Yasuke? Assassin’s Creed Shadows’ Black Samurai Explained. IGN . https://www.ign.com/articles/who-is-yasuke-assassins-creed-shadows-black-samurai-explained
Cartwright, M. (2019, June 28). Sengoku Period. World History Encyclopedia . https://www.worldhistory.org/Sengoku_Period/