งานวิจัยใหม่ พบสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียง 30 นาที เซลล์ถูกทำลาย เสี่ยงโรคปอด หัวใจ มะเร็ง ขอให้กฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่ต่อไป

24 สิงหาคม 2564 ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจอลิส ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ JAMA Pediatrics ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อทราบว่า

 

วัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อน หากสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเกิดผลอย่างไร การวิจัยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 32 คน (ชาย 19 คน หญิง 13 คน มีอายุเฉลี่ย 24 ปี)

 

แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก 11 คน เป็นผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อน กลุ่มที่สอง 12 คน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ และกลุ่มที่สาม 9 คน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

 

ผู้วิจัยได้วัดระดับภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ ของร่างกายก่อนและหลังให้ผู้เข้าร่วมสูบบุหรี่ไฟฟ้าจริง และบุหรี่ไฟฟ้าแบบหลอกเป็นเวลา 30 นาทีเพื่อนำมาเปรียบเทียบ

 

สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพียง 30 นาที อันตราย! เซลล์ถูกทำลาย

 

ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อนเมื่อสูบบุหรี่ไฟฟ้าครั้งแรกเพียง 30 นาที จะมีระดับของอนุมูลอิสระในเซลล์ หรือ cellular oxidative stress เพิ่มขึ้นถึง 2-4 เท่า แต่ระดับของอนุมูลอิสระนี้ไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากนักในกลุ่มที่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้ว เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีระดับของอนุมูลอิสระที่สูงกว่าปกติอยู่แล้ว

นพ.Holly Middlekauff นักวิจัยอาวุโสของการศึกษาครั้งนี้ กล่าวว่า อนุมูลอิสระเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเสียสมดุล หากมีจำนวนมากขึ้นจะเข้าไปทำลายเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคทางระบบประสาท รวมทั้งโรคมะเร็ง

 

ซึ่งผลจากการศึกษามีความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันมีวัยรุ่นจำนวนมากหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า เช่น สหรัฐอเมริกาพบ 1 ใน 3 ของนักเรียนมัธยมปลายเคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ แม้จะมีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่แท้จริงแล้วไม่มีระดับความปลอดภัยของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า

 

สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพียง 30 นาที อันตราย! เซลล์ถูกทำลาย

 

ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ  ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  เปิดเผยว่า มีรายงานจากประเทศแคนาดา พบการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก แต่การเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 

 

โดยในปี 2553 มีผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน 535,900 คน ในจำนวนนี้ เป็นวัยรุ่น  314,000 คน ขณะที่มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่ 64,300 คนที่ มีตัวเลขการเลิกสูบได้ไม่แตกต่างจากการใช้วิธีอื่นในการเลิกสูบ ขณะนี้มีหลักฐานมากขึ้นว่า บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เข้ามาเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า

 

การห้ามบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นการปกป้องเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ให้เสพติดบุหรี่ไฟฟ้า  กฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย และการรณรงค์เพื่อให้คงกฎหมายนี้ไว้ของเครือข่ายควบคุมยาสูบของไทยได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก  ประเทศไทยจึงควรที่จะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป