อธิบดีกรมที่ดิน เพิกถอน น.ส. 3 ก. 59 ฉบับ ของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" และบุตร 2 คน คือ "ชนาพรรณ" และ "ธนาธร" พบที่ดิน 2,111 ไร่ อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร "สมพร" ลั่นถ้าศาลตัดสินออกมาว่าเป็นป่าจริง ยินดีคืนที่ให้ แต่อย่ามากล่าวหาว่าครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ โกงบ้าน โกงเมือง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี / สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) "กรมป่าไม้" / ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน / ของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" จำนวน 77 แปลง จำแนกเป็น
-โฉนดที่ดิน 1 แปลง
-น.ส.3 ก 55 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่
-น.ส.3 อีก 14 แปลง เนื้อที่ 694 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา
-น.ส.2 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่
เนื้อที่รวม 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตารางวา

 

โดยในการตรวจสอบ / สมพร มอบ “อรสา เศรษฐปราโมทย์” เป็นผู้แทนนำชี้ / พร้อมนำเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน / มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ผลการตรวจสอบจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 พบว่า

 

1.ที่ดินทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี / และซ้อนทับกับเขตปฏิรูปที่ดิน / ของ"สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หรือ "ส.ป.ก." / ซึ่งประกาศปี 2554 / แต่ไม่มีแผนงานพร้อมงบประมาณ / ที่จะดำเนินงาน จึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ / และแปลงที่ดินทั้งหมดซ้อนทับในเขตป่าไม้ถาวร หมายเลขที่ 85 / ประกาศเมื่อปี 2512

 

2.น.ส.3 ก ทั้ง 55 ฉบับ / ออกโดยไม่มีหลักฐานเดิม คือ ส.ค.1 ออกให้โดยการเดินสำรวจเมื่อปี 2521 / ก่อนประกาศพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี 2527 / แต่พื้นที่ดังกล่าว / รัฐประกาศเป็นเขตป่าไม้ถาวรหมายเลข 85 เมื่อปี 2512 ก่อนการออกเอกสาร น.ส.3 ก ทั้ง 55 ฉบับ / ทำให้ น.ส.3 ก ทั้ง 55 ฉบับ เป็นเอกสารที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้น

สืบสวนความจริง : ถอนหมุดที่ดิน “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ฮุบป่าราชบุรี

3.จากพยานหลักฐาน / ที่เชื่อได้ว่า สมพร / มีเจตนาครอบครองที่ดิน น.ส 2 / โดยการซื้อเปลี่ยนมือจากบุคคลอื่นแบบผิดกฎหมาย จำนวน 7 แปลง / เนื้อที่ 350 ไร่ โดยแปลงที่ดิน น.ส.2 / เป็นประเด็นปัญหาซ้อนทับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ / มีการร้องเรียนของกลุ่มชาวบ้าน หมู่ 14 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี / ที่มีแผนจัดตั้งป่าชุมชนของหมู่บ้าน / แต่ได้มีตัวแทนของ สมพร ซึ่งออกมาตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย / และยอมรับการครอบครอง ทั้งแสดงเจตนามอบให้หมู่บ้านจัดตั้งป่าชุมชน / ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาครอบครอง น.ส.2 แบบผิดกฎหมายของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ"

 

4.ตรวจสอบพบว่านางสมพร ครอบครองที่ดินมือเปล่าแบบผิดกฎหมาย หรือที่ ภบท.5 อีก 1 แปลง เนื้อที่ 90 ไร่ ในท้องที่ หมู่ 3 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยพบใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อนางสมพร จ่ายเงินค่าที่ดินมือเปล่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 90 ไร่ ในช่วงปี 2553-2556 ส่วน โฉนดที่ดิน 1 แปลง และ น.ส.3 อีก 14 ฉบับ ต้องขยายผลตรวจสอบ

 

สำหรับ ต้นเรื่องของการตรวจสอบที่ดินครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” /  สืบเนื่องจากช่วงเดือน มีนาคม 2563 / ส.ส.ราชบุรี “ปารีณา ไกรคุปต์” / ร่วมกับนายอำเภอจอมบึง / เจ้าหน้าที่ป่าไม้ / เจ้าหน้าที่ที่ดิน และผู้นำชุมชน ยื่นหนังสือให้กรมป่าไม้ / ตรวจสอบที่ดินหมู่ที่ 14 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี / ของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" ซึ่งพบว่าครอบครองเอกสารสิทธิหลายประเภท มีทั้ง น.ส.3 ก และน.ส.3 รวม 2,700-2,800 ไร่ และ ภบท.5 อีกประมาณ 500 ไร่

เมื่อเจ้าหน้าที่นำค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ ของจุดที่ตั้งที่ดิน ตามที่ตัวแทนนางสมพร นำมาแสดง และนำชี้ มาขึ้นรูปแปลงที่ดิน / พบว่ามีพื้นที่ 3,055 ไร่เศษ / โดยร้อยละ 98.5 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2554 ผู้รับผิดชอบคือ ส.ป.ก. / และพื้นที่ 43 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี / และเขตป่าไม้ถาวร แปลงหมายเลข 85

 

เมื่อหลักฐานปรากฎเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าพื้นที่ 3,055 ไร่ อยู่ในเขต ส.ป.ก. และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตป่าไม้ถาวร 30 ธันวาคม 2563 / กรมป่าไม้ แจ้งความเอาผิดนางสมพร เป็นคดีที่ 1 กรณีครอบครอง น.ส.2 จำนวน 7 แปลง / เนื้อที่ 350 ไร่ และการถือครอง ภบท.5 อีก 1 แปลง เนื้อที่ 90 ไร่ 

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผล จนกระทั่ง 4 กุมภาพันธ์ 2564/ อธิบดีกรมป่าไม้ “อดิศร นุชดำรงค์” และรองอธิบดีกรมป่าไม้ “ชีวะภาพ ชีวะธรรม” แจ้งความเพิ่มเติมนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ป็นคดีที่ 2

 

กรณีถือครอง น.ส.3 ก ที่ออกโดยมิชอบ จำนวน 60 ฉบับ มาครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี จำนวน 2,154 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา 

 

ทั้งนี้ ผลของการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์ อยู่ในท้องที่ ต.รางบัว ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี / เป็นพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่ / มีการใช้ประโยชน์โดยปลูกยูคาลิปตัส / สืบทราบมีการจ้างผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ต.ด่านท่าตะโก เป็นคนเฝ้าดูแลพื้นที่ 

 

นส.3 ก ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 60 ฉบับ /ตรวจสอบพบผู้ครอบครอง คือ / นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 53 ฉบับ เนื้อที่ 1,940 ไร่ / น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 5 ฉบับ / เนื้อที่ 132 ไร่ และของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2 ฉบับ / เนื้อที่ 81 ไร่ / รวมเนื้อที่ 2,154 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา

 

คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วตามรายละเอียดข้างต้น / จึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่เชื่อได้ว่า เป็นการกระทำความผิด / ดังนี้ /
1.ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
2.พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
3.ประมวลกฎหมายที่ดิน / ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
4.ประมวลกฎหมายอาญา

 

เห็นควรให้พนักงานสอบสวน / พิจารณาดำเนินการต่อไป / ในฐานความผิด ดังนี้

 

1.กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 / “ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน / ก่อสร้าง / แผ้วถางทำด้วยประการใด ๆ / อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต” / ต้องระวางโทษตามมาตรา 31

 

2.กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ / พ.ศ. 2484 มาตรา 54 ฐาน / “ก่อสร้าง / แผ้วถาง / เผาป่า / ทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า / เข้ายึดถือและครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต” / ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 ตรี

 

3.กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน / มาตรา 9 ฐาน “เข้าไปยึดถือครอบครอง / ก่อสร้าง / เผาป่า / ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย / หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครอง / หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”

 

4. กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 / มาตรา 97 / ฐาน “กระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย / อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ

 

5.การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 / ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด / หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

 

โดยให้เอาผิดกับนางสมพร น.ส.ชนาพรรณ นายธนาธร และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันกระทำความผิดอีก 5 คน รวมทั้งฟ้องแพ่ง จำนวน 147 ล้านบาทเศษ

 

22 เม.ย.2564 นางสมพร เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.กฤษณะ สุขสมบูรณ์ / รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / ที่ บก.ปทส. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

 

ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ร่วมกันออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ / ตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งเจ้าพนักงานที่ดิน / และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง / ร่วมกันออกเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส.3 ก ทั้ง 60 แปลงเนื้อที่ 2,154 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ประกอบด้วย
1.นายวานิภพ ธรรมวิเศษ / เจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวน
2.นายรวม ชลิตโกมุท / ผู้ช่วยผู้กำกับภาคสนาม
3.นายไพโรจน์ รัตนวิสาลนนท์ / ผู้ควบคุมสาย
4.นายโกศล ลักษิตานนท์ /ผู้ลงนามเห็นควรออก น.ส.3 ก
5.นายเฉลิมวงศ์ สรรพศิริ /ปลัดอำเภอ ทำการแทนนายอำเภอจอมบึง / เป็นผู้ลงนามคำสั่ง / ให้ออกเอกสาร น.ส.3 ก ตั้งแต่ช่วงปี 2521

 

คดีนี้พนักงานสอบสวน กองกํากับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา / ตามฐานความผิด ในคดีอาญาที่ 4-6/2564 รายนางสมพร น.ส.ชนาพรรณ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในคดีถือครอง น.ส.3 ก. 60 ฉบับ

 

แต่พนักงานอัยการ ได้ส่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวน สอบปากคำ รองอธิบดีกรมป่าไม้ “ชีวะภาพ ชีวะธรรม” ในประเด็นการเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. จากกรมที่ดิน เพื่อประกอบสํานวน

 

กรมที่ดินสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. 59 ฉบับ 

 

ล่าสุด 29 มีนาคม 2565 กรมที่ดิน โดยรองอธิบดีกรมที่ดิน สมเกียรติ ถนอมกิตติ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส. 3 ก. ในท้องที่ตำบลด่านทับตะโก / ตำบลรางบัว / อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี / จำนวน 59 ฉบับ เนื้อที่รวม 2,111ไร่  1 งาน 69 ตารางวา ของนางสมพร น.ส.ชนาพรรณ และนายธนาธร เนื่องจากที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร "ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาซี (หมายเลข 85)" ซึ่งต่อมาได้ประกาศเป็นเขตปาสงวนแห่งชาติ "ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำชี" เมื่อปี พ.ศ.2527 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ห้ามดำเนินการในเขตป่าไม้ถาวร และเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออก น.ส. 3 ก

 

กรมที่ดินจึงได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน เพิกถอน น.ส. 3 ก. ทั้ง 59 ฉบับ 

 

คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งพิกัดในพื้นที่จริง และย้ายรูปแปลง น.ส.3 ก. จากระวางรูปถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 5,000 ลงในระวางรูปถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 4,000 ปรากฎว่า น.ส. 3 ก. ทั้ง 59 ฉบับ ตำแหน่งที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ขีดเขตป่าลงในระวางแผนที่และยืนยันแนวเขตที่ได้ขีดไว้แล้วทั้งแปลง อีกทั้งกรมป่าไม้ก็ได้ยืนยันแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ได้ขีดเขตไว้ในระวางแล้วเช่นกัน

 

นอกจากนี้ยังมี น.ส. 3 ก. อีก 1 ฉบับ บางส่วนได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตป่าไม้ถาวร เรื่องอยู่ระหว่างจังหวัดราชบุรีจัดทำรูปแผนที่กันเขต น.ส. 3 ก. (เพิกถอนบางส่วน) ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงต่อไป

 

“สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” เปิดใจ

 

“สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” เปิดใจหลังโดนยึดที่ราชบุรี ยืนยันซื้อถูกต้องตามกฎหมาย จากกรณีที่กรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก. ของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" และบุตรอีก 2คนคือ "ชนาพรรณ" และธนาธร เนื่องจากพบว่าเป็นที่ป่าไม้ถาวร สมพรได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า รู้สึกเสียใจอย่างมากที่สังคมและสื่อต่างๆ ไปพาดหัวว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจรุกที่ป่า กินป่า เพราะนี่เป็นข้อหาที่ร้ายแรงสำหรับตนเองและครอบครัว ที่ทำมาหากินสุจริตและตั้งใจช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด และขอโอกาสชี้แจง เพื่อให้สังคมให้ความเป็นธรรม


ตนไม่ใช่ผู้ซื้อมือแรก โดยเอกสารสิทธิ์ที่ดินออกตั้งแต่ปี 2521 โดยกรมที่ดิน มีเจ้าหน้าที่เซ็นรับรองถูกต้องทุกอย่าง ต่อมาในปี 2533 ตนได้รับการแนะนำจากนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งในสมัยนั้นเป็นนักการเมืองสำคัญในบ้านเมือง ให้มาซื้อที่ดินจากบริษัทมิตรผล ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งนายกมล ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัทมิตรผล ก็เป็นนักธุรกิจใหญ่ รู้จักกันดี เมื่อทั้งเจ้าของและผู้แนะนำให้ซื้อเป็นคนที่น่าเชื่อถือ จึงไม่คิดเลยว่าที่ดังกล่าวจะผิดกฎหมาย 

 

“ฉันยืนยันว่าครอบครัวเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ นส. 3 ก ตอนที่ฉันซื้อที่ดินก็มีเอกสารสิทธิ์รับรองถูกต้องตามกฎหมาย ซื้อขายมาหลายทอดแล้ว และฉันก็ไม่มีอำนาจบารมีไปบังคับ ข่มขู่ ให้เจ้าหน้าที่ออกเอกสารสิทธิ์ให้ ที่ดินก็เป็นที่ของบริษัทใหญ่ มีเครดิตดี คนแนะนำเป็นนักการเมืองใหญ่ เอกสารสิทธิ์ก็มีเรียบร้อย เราจึงไม่คิดเลยว่าจะมีปัญหาอะไรทางกฎหมาย” 

 

ส่วนกรณีที่มีสื่อบางสำนักเสนอข่าวว่านางสมพรเคยมีบันทึกกับกรมที่ดินว่ารับทราบอยู่แล้วว่า ที่ผืนนี้เป็นที่ป่า นางสมพรยืนยันว่า เอกสารฉบับนี้เนื้อหาระบุแค่ว่าตนรับทราบว่าที่ดินแปลงนี้อาจเป็น หรือไม่เป็น ที่ป่าไม้ถาวรก็ได้ บันทึกถ้อยคำดังกล่าว สำนักงานที่ดินทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนฟ้อง ถ้ามีการเพิกถอนสิทธิในภายหลัง ซึ่งในกรณีนี้ กรมที่ดินเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ป่าหรือไม่ แล้วตนเองเป็นราษฎรธรรมดาจะทราบได้อย่างไร

 

“ฉันมีที่ดินผืนนี้มา 30 ปีไม่เคยมีปัญหาอะไร จนกระทั่งลูกชายมาทำงานการเมือง ลูกก็โดนยัดคดีร้ายแรงให้สารพัด ส่วนตัวฉันเองก็โดนร้องเรียนว่ารุกป่า กินป่า เป็นเรื่องเป็นราวเป็นคดีใหญ่โต ฉันยืนยันตรงนี้ว่าที่ผืนนี้ ถึงจะซื้อมาถูกกฎหมายทุกประการ มีเอกสารสิทธิ์เรียบร้อย แต่อยู่มาวันหนึ่งรัฐบอกว่าผิด จะเพิกถอน ฉันไม่มีปัญหา แต่ต้องไปพิสูจน์ถูกผิดกันตามกฎหมาย ถ้าออกมาว่าเป็นป่าจริง ฉันยินดีคืนที่ให้ แต่อย่ามากล่าวหาว่าครอบครัวฉันโกงบ้านโกงเมืองเด็ดขาด” นางสมพรกล่าวทิ้งท้าย