ผอ.ขสมก.เผยเยียวยาผู้เสียชีวิต รถไฟชนรถเมล์ รายละ 1.5 ล้าน
16 พ.ค. 2569

ผอ.ขสมก.แจงเยียวยาผู้เสียชีวิต จากโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ รายละ 1.5 ล้าน ส่วนผู้บาดเจ็บรายละ 8 หมื่น – 5 แสน “สิริพงศ์” สั่งวางมาตรการป้องกัน-บังคับใช้กฎหมายเข้ม
ข่าว
16 พ.ค. 2569

ผอ.ขสมก.แจงเยียวยาผู้เสียชีวิต จากโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ รายละ 1.5 ล้าน ส่วนผู้บาดเจ็บรายละ 8 หมื่น – 5 แสน “สิริพงศ์” สั่งวางมาตรการป้องกัน-บังคับใช้กฎหมายเข้ม
16 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.40 น. เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ ไฟลุกไหม้รุนแรง บริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์มักกะสัน แยกอโศก-เพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม.
โดย เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท เร่งเข้าระงับเหตุและช่วยเหลือ เบื้องต้นมีรายงานว่าพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และบาดเจ็บ 32 ราย
ล่าสุด เวลา 19.30 น. นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมแถลงข่าวกรณีอุบัติเหตุรถไฟขบวนสินค้าหมายเลข 2126 เส้นทางแหลมฉบัง - ชลบุรี มุ่งหน้าชุมทางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ชนกับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ขสมก. สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกอโศก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 32 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสีเขียว 15 ราย สีเหลือง 15 ราย และสีแดง 2 ราย
นายศิริพงศ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลทุกแห่ง ให้ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อเก็บพยานหลักฐานและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนอนุญาตให้เคลื่อนย้ายรถโดยสารออกจากพื้นที่
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เตรียมรถเครนสำหรับยกรถ ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เตรียมหัวรถจักรและอุปกรณ์สนับสนุนไว้เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเปิดผิวจราจรคืนให้ประชาชนได้ภายในไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบ
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะเร่งคืนสภาพการจราจรโดยเร็วที่สุด หลังตำรวจพิสูจน์หลักฐานอนุญาตให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายซากรถ
สำหรับการเดินรถโดยสาร การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดการขนส่งผู้โดยสารที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน
ส่วนสาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุครั้งนี้ นายอนันต์ ระบุว่า จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดเสมอระดับที่มีพนักงานควบคุมเครื่องกั้นถนน โดยขณะเกิดเหตุไม่สามารถลดไม้กั้นลงได้ เนื่องจากมีรถติดค้างอยู่บริเวณทางรถไฟ ซึ่งตามระเบียบแล้วห้ามรถจอดในเขตทางรถไฟข้างละ 5 เมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อรถไฟขบวนดังกล่าวเดินทางมาถึง ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงเกิดการชนขึ้น
ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จะตั้งคณะสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งในส่วนของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ การทำงานของระบบไม้กั้น รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากกล่องบันทึกความเร็วของขบวนรถ เพื่อตรวจสอบว่าพนักงานขับรถปฏิบัติตามขั้นตอนหรือไม่
นายอนันต์ ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า เครื่องกั้นถนนบริเวณดังกล่าวเป็นระบบที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในซุ้มควบคุม โดยจะมีสัญญาณไฟและเสียงเตือนเมื่อรถไฟกำลังเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กดควบคุมไม้กั้นขึ้น-ลงปิดการจราจรทั้งสองฝั่ง
ตามหลักปฏิบัติ หากไม้กั้นยังปิดไม่สมบูรณ์ สัญญาณอนุญาตจะยังไม่สามารถส่งให้พนักงานขับรถไฟเดินรถได้ และพนักงานขับรถจะต้องหยุดรถบริเวณหน้าทางตัด อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบสวนจากข้อมูลกล่องบันทึกการเดินรถอีกครั้งว่าได้มีการหยุดรถตามขั้นตอนหรือไม่
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีรถโดยสารเข้าไปคร่อมรางรถไฟ ซึ่งอาจเข้าข่ายความประมาทหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องรอผลสอบสวนของพนักงานสอบสวนตำรวจ โดยจะต้องแยกการพิจารณาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนของ ขสมก. และส่วนของคดีตามกฎหมายจราจร ว่าใครมีส่วนประมาทหรือกระทำผิดอย่างไร
ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรถคันเกิดเหตุเป็นรถโดยสารประจำทางที่วิ่งให้บริการตามเส้นทางปกติ ก่อนเกิดเหตุบริเวณทางรถไฟใกล้แยกอโศก
ทั้งนี้ ขสมก. ได้ทำประกันภัยกับบริษัทเมืองไทยประกันภัย และมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับการเยียวยาเบื้องต้นรายละ 1,500,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นประมาณ 80,000 บาท และสามารถขยายวงเงินได้สูงสุดถึง 500,000 บาท ตามเงื่อนไขการรักษาและประกันภัย
ขณะเดียวกัน ขสมก. จะเร่งดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด รวมถึงเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายศิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยกู้ภัย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่เข้าระงับเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างรวดเร็ว
ส่วนกรณีที่ประชาชนเกิดความกังวลต่อความปลอดภัยในการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถนักเรียน และระบบขนส่งทุกประเภท โดยมีการกำชับมาตรการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงหลังเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น
พร้อมระบุว่า หลังจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
นอกจากนี้ ภายหลังผู้สื่อข่าวสอบถามถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุลักษณะคล้ายกันหลายครั้ง นายศิริพงศ์ ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดทำข้อเสนอและมาตรการแก้ไข ทั้งในจุดดังกล่าวและจุดเสี่ยงอื่นทั่วประเทศเพื่อเสนอต่อไป
ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ว่า ยังมีหลายจุดที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา และยอมรับว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยหลังจากนี้จะต้องหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายได้อย่างครบถ้วน จึงขอให้ญาติหรือครอบครัวของผู้ที่โดยสารรถประจำทางสาย 206 เส้นทางบางนา - บางเขน และยังไม่สามารถติดต่อได้ รีบประสานข้อมูลมายังศูนย์ช่วยเหลือของกรุงเทพมหานคร ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 063-918-7654 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและประสานกลับโดยเร็ว
พร้อมย้ำว่า เรื่องความปลอดภัยของประชาชนจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
นายศิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงคมนาคมไม่มีนโยบายโยนความผิดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมาย หากพบว่าหน่วยงานหรือบุคคลใดกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พร้อมย้ำว่า กระทรวงคมนาคมไม่มีอำนาจตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก แต่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐาน องค์ประกอบแวดล้อม และรายละเอียดทั้งหมดของคดี ก่อนสรุปผลว่าใครต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหากผลสอบชี้ไปที่ฝ่ายใด “ใครเป็นคนผิดก็ดำเนินการตามนั้น”
ข่าวล่าสุด