วันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตำรวจนำตัว “เสี่ยโจ้” ส่งอัยการจังหวัดสงขลา
ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีฟอกเงิน ปรากฏว่าอัยการแจ้งว่าคดีดังกล่าว “สั่งไม่ฟ้องไปแล้ว” ไม่มีอำนาจควบคุมตัว จึงต้องปล่อย “เสี่ยโจ้”เป็นอิสระ วันเดียวกัน ตำรวจชี้แจงว่า ตอนที่จับ “เสี่ยโจ้” มีหมายจับในสารบบเพียงหมายเดียว คือหมายจับคดีฟอกเงิน ทั้งๆ ที่เสี่ยโจ้มีคดีกว่า 10 คดี และไม่พบหมายจับในคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้จำคุก “เสี่ยโจ้” เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน ฐานใช้ดวงตราประทับไม้ปลอมในการเคลื่อนย้ายไม้
โดยตำรวจอ้างว่าตรวจสอบก่อนหน้าการจับกุมแล้วพบว่าไม่มีหมายจับ จึงพยายามสอบถามทางศาลจังหวัดปัตตานี แต่ศาลตอบอย่างไม่เป็นทางการว่า หาสำเนาหมายจับไม่เจอ
ขณะเดียวกันสำนักงานศาลยุติธรรม ออกมายืนยันว่าศาลปัตตานีได้ส่งหมายจับเสี่ยโจ้
ให้กับตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557
ซึ่งเรื่องนี้ร้อนไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
ถ้าปรากฏว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงานใดหรือข้าราชการผู้ใด ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาทุกคน
ล่าสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมายอมรับว่า จากการพูดคุยกัน อาจมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกสอบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย ซึ่งทางจเรตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบว่ามีใครบ้าง
และแน่นอนว่าคดีนี้จะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเสี่ยโจ้ว่าเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อนหรือไม่
ปฎิเสธไม่ได้ว่า อีกหนึ่งข้อสังเกตุของการไม่นำหมายจับเสี่ยโจ้ลงในระบบ ที่เกิดจากคำสั่งแล้วเกิดการทุจริตหรือเป็นกลเม็ดของตำรวจหรือไม่
ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น เมื่อศาลออกหมายจับให้ตามที่ตำรวจขอ หรือส่งมาให้ตำรวจดำเนินการสืบจับ พนักงานสอบสวนผู้ขอหมายจับและได้รับมา จะใช้วิธีไม่ทำหนังสือแจ้ง และไม่ส่งหมายจับให้ฝ่ายสืบสวนนำเข้าสารบบ ซึ่งวิธีการนี้ เป็นไปได้ทั้งจากการทุจริตของตัวพนักงานสอบสวนผู้รับหมายจับเอง หรือได้รับคำสั่งแบบไม่มีลายลักษณ์อักษรจากหัวหน้าสถานี
หรือวิธีการที่ พนักงานสอบสวนแจ้งและบันทึกหมายจับเข้าระบบ เพราะกลัวมีความผิดหากไม่นำเข้า แต่หัวหน้าสถานีหรือหน่วยตำรวจไม่ได้สั่งมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนหรือฝ่ายป้องกัน ซึ่งหมายถึงสายตรวจ ตามสืบจับอย่างจริงจัง และไม่ยอมตรวจสอบผลการปฏิบัติทุกระยะจนกว่าจะจับตัวได้
วิธีที่สาม หมายจับผู้ต้องหาสำคัญที่ตำรวจรู้กันว่า “ส่งส่วย” ให้ตำรวจผู้ใหญ่หลายระดับ คนเหล่านี้แม้มีหมายจับ ตำรวจชั้นผู้น้อยก็ไม่กล้าไปสืบจับ
และสุดท้าย หมายจับผู้ต้องหาสำคัญบางคดี โดยเฉพาะ "ผู้มีอิทธิพลที่ส่งส่วยให้ตำรวจผู้ใหญ่" จะรู้กันในหมู่ตำรวจผู้น้อยว่า ไม่ต้องไปสนใจขวนขวายตามจับให้เสียเวลา