เส้นทางชีวิตธุรกิจ "เสี่ยโจ้" ปัตตานี
20 พ.ย. 2564

“เสี่ยโจ้” ปัตตานี นักธุรกิจชื่อดังภาคใต้ ผู้มีอิทธิพล และค้าน้ำมันเถื่อนมานาน ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจมืด
ข่าว
20 พ.ย. 2564

“เสี่ยโจ้” ปัตตานี นักธุรกิจชื่อดังภาคใต้ ผู้มีอิทธิพล และค้าน้ำมันเถื่อนมานาน ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจมืด
“เสี่ยโจ้” นายสหชัย เจียรเสริมสิน นักธุรกิจชื่อดังภาคใต้ ที่เอ่ยนามไปไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเสี่ยโจ้ทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งธุรกิจค้าไม้ หวยใต้ดิน และแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่ถูกมองจากฝ่ายความมั่นคงว่าน่าจะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล และค้าน้ำมันเถื่อนมานาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจมืด หรือสีเทา
เสี่ยโจ้มักเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ เพราะมีภรรยาอยู่ต่างประเทศ ส่วนหมายจับยังคงพบว่ามีอยู่ แต่เจ้าตัวไม่เคยติดคุกแม้แต่คดีเดียว
พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า อยู่ตั้งแต่ผมยังไม่รู้เรื่องน้ำมันเถื่อนสมัยอดีตเค้าก็อยู่ในวงการทำไม้ทำหวยใต้ดินจนมาน้ำมันเถื่อนมันก็มีหลายเจนเนอเรชั่นเค้าก็อยู่ในวงการมานานแต่ในช่วงที่ตั้งแต่ผมเป็นผู้การกองปราบก็พยายามติดตามจับกุมตัวเค้าก็เข้าๆ ออกๆ ในประเทศบ้าง นอกประเทศบ้างส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบหมายจับก็มีหมายจับบ้างไม่มีบ้าง เพราะโดนหลายคดีแต่ก็ไม่เคยติดคุกจริงๆก็พยายามติดตามอยู่ แปลว่าเป็นเจ้าของมีเรือมีลูกจ้าง ทำงานไม่ได้เพราะเป็นโครงข่ายที่สร้างขึ้นมาผมก็โฟกัสที่ตัวเขา ทำมานานมีโครงข่าย มีกำไรจากการทำธุรกิจมืดมีความสัมพันกับคนหลาย ๆ คน
ตั้งแต่ปี 2555 เสี่ยโจ้เคยถูกดำเนินคดีร่วมกันนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีเข้ามาในราชอาณาจักร บริเวณน่านน้ำ จ.สงขลา โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ.
พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช กล่าวต่อว่า คดีปี 2555 เป็นชุดทหารตำรวจร่วมกันจับเรือตอนนั้นได้น้ำมันเถื่อน 2000 ลิตรบวกกับเงินสด 48 ล้านบาท ขอจับตรงนั้นเสร็จก็ตรวจค้นที่บ้านและที่ทำงาน ปรากฏว่าเจอสมุดบันทึกการค้าขายน้ำมันเถื่อนจากการตรวจสอบมีประมาณ 10,000 กว่าครั้ง จำนวนน้ำมัน 400 ถึง 500,000,000 ลิตร ในช่วงหลายหลายปี ทำให้ตำรวจดำเนินคดี ซึ่งเป็นชุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ปี2555 ตำรวจทำความเห็นสั่งสั่งฟ้องไปที่อัยการอัยการเห็นว่ามีการทำ 10,000 กว่าครั้ง อัยการให้กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ตำรวจยังทำไม่แล้วเสร็จ ตำรวจจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบว่าตำรวจทำเต็มที่แล้วหรือยัง
เสี่ยโจ้มีคดีอาญาทั้งหมดถึง 14 คดี ทั้งคดีแจ้งความอันเป็นเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จต่อเจ้าพนักงาน คดีเล่นการพนันสลากกินรวบ คดีร่วมกันนำของที่ยังมิได้เสียภาษีฯ เข้ามาในราชอาณาจักร คดีร่วมกันทำให้เสียหายซึ่งเรือของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึด คดีร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษี เข้ามาในราชอาณาจักร คดีทำขึ้น ปลอมขึ้น ซึ่งดวงตราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ คดีตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีปลอมเอกสาร คดีเรือไม่มีใบอนุญาตทำการประมง แต่ใช้ทำการประมง เป็นต้น
จนกระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตำรวจเข้าจับกุมเสี่ยโจ้ที่ย่านห้วยขวาง หลังพนักงานสอบสวน ปอศ. ออกหมายจับในคดีค้าน้ำมันเถื่อนเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินเมื่อปี 2558 จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา
ทว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงการทำงานของตำรวจว่า เมื่อตำรวจรับมอบตัว "เสี่ยโจ้" ในคดีต่างๆ หลายคดี และยกเลิกหมายจับไปแล้วหลายหมาย ในช่วงปี 2560-2561 เหตุใดพนักงานสอบสวนจึงไม่ควบคุมตัว "เสี่ยโจ้" ส่งศาล เพราะมีหมายจับในคดีเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ
และคดีใช้ดวงตราประทับไม้ปลอม ซึ่งมีหมายจับอยู่ชัดเจน การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายช่วยเหลือผู้ต้องหา หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จนกระทั่ง “เสี่ยโจ้” มาถูกจับกุมได้กลางกรุงเทพมหานคร
วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจนำตัว “เสี่ยโจ้” ส่งอัยการจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีฟอกเงิน ปรากฏว่าอัยการแจ้งว่าคดีดังกล่าว “สั่งไม่ฟ้องไปแล้ว” ไม่มีอำนาจควบคุมตัว จึงต้องปล่อย “เสี่ยโจ้”เป็นอิสระ
พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า เค้าโดนคดี 15 คดีหมายจับที่แอคทีฟอยู่มีแค่หนึ่งหมายจากที่เช็คเมื่อวันที่ 5พฤศจิกายนที่ผ่านมา คือคดีฟอกเงินคดีเดียว เราสืบสวนจนเจอตัวเค้าอยู่แถวห้วยขวาง จึงเอาหมายจับนี้ไปจับเขาจับมาเสร็จมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าโดนมา 15 คดีแล้วมีหมายจับคดีอื่นอีกไหม ก็ตรวจสอบในระบบแล้ว ไม่พบหมายจับดูแล้วมีคดีหนึ่งที่ควรที่จะมีแต่เค้าก็ปฏิเสธว่าจบแล้ว คือคดีที่ศาลปัตตานีตัดสินจำคุก1ปี9เดือน
เราก็พยายามเช็คด้วยการติดต่อทางโทรศัพท์และทำหนังสือเข้าไปปรากฏว่าทางศาลยังไม่สามารถหาหมายจับมาให้เราได้เท่าที่ทราบคือมีการย้ายที่ทำการไม่ทราบว่าหาสำนวนนั้นเจอ รวมถึงหมายจับในคดีเป็นผลทำให้เราดำเนินคดีตามกฎหมายก็ได้คดีฟอกเงิน ส่งตัวให้อัยการก็ได้รับการปล่อยตัว แต่จะเป็นการประกันตัวชั่วคราวไม่แน่ใจ จากนั้นวันที่6ก็พยายามติดตามอยู่ตลอด พยายามตามหาหมายจับกว่าจะได้ก็ช่วงบ่ายๆ เมื่อได้หมายมาก็รีบไปขอหมายค้นที่ศาลายาเอากำลังไปค้นบ้านเช้าวันที่ 7 ก็พบว่า เสียโจ้หนีไปแล้ว เป็นเหตุให้เราตั้งชุดสวยสืบสวนติดตามหาตัว
วันเดียวกัน ตำรวจชี้แจงว่า ตอนที่จับ “เสี่ยโจ้” มีหมายจับในสารบบเพียงหมายเดียว คือหมายจับคดีฟอกเงิน ทั้งๆ ที่เสี่ยโจ้มีคดีกว่า 10 คดี และไม่พบหมายจับในคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุก “เสี่ยโจ้” เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน ฐานใช้ดวงตราประทับไม้ปลอมในการเคลื่อนย้ายไม้
โดยตำรวจอ้างว่าตรวจสอบก่อนหน้าการจับกุมแล้วพบว่าไม่มีหมายจับ จึงพยายามสอบถามทางศาลจังหวัดปัตตานี แต่ศาลตอบอย่างไม่เป็นทางการว่า หาสำเนาหมายจับไม่เจอ
ขณะเดียวกันสำนักงานศาลยุติธรรม ออกมายืนยันว่าศาลปัตตานีได้ส่งหมายจับเสี่ยโจ้ ให้กับตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 ซึ่งเรื่องนี้ร้อนไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าปรากฏว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงานใดหรือข้าราชการผู้ใด ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาทุกคน
ข่าวล่าสุด