คดีสำคัญที่มีผู้เสียหายกว่า 5000 คน เข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ หลังจากถูกโกงแชร์ลูกโซ่ หรือที่รู้จักกันในกลุ่มว่า “Nas App” โดยมีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 600 ล้านบาท

คดีสำคัญที่มีผู้เสียหายกว่า 5000 คน เข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ หลังจากถูกโกงแชร์ลูกโซ่ หรือที่รู้จักกันในกลุ่มว่า “Nas App” โดยมีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 600 ล้านบาท ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและกลุ่มผู้ต้องหาในขบวนการนี้คาดว่ามีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่ร่วมกันก่อเหตุ ก่อนจะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

แม้คนทั่วไปจะรู้ว่าแชร์ลูกโซ่นั้นเป็นสิ่งผิดกฏหมาย และเสี่ยงต่อการถูกโกง แต่ปัจจุบันก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่หลงเชื่อเข้าไปสู่วงจรของ "แชร์ลูกโซ่" ทำให้ต้องสูญเงินกันเป็นหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
ทว่าเหตุผลที่ทำให้คนเหล่านั้น กล้าที่จะเสี่ยงลงทุนในแชร์ลูกโช่  พบว่ามีหลายปัจจัยครับ  ทั้งในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจจากพิษโควิด19 ที่เป็นตัวเร่งให้คนเข้าไปลงทุนเร็วขึ้น บางรายถึงกับยอมทิ้งเงินก้อนสุดท้ายหวังว่าจะต่อยอดรายได้ แต่ก็ต้องผิดหวัง ถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว ขณะที่บางรายรู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยง แต่ด้วยความโลภ ก็ต้องยอมรับสภาพไป

ขณะเดียวกัน ตัวระบบของแชร์ลูกโซ่เอง ได้สร้างความหน้าเชื่อถือ สามารถดึงดูดผู้ลงทุนหน้าใหม่ เข้าไปติดกับดักได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลที่สามารถสร้าง application ปลอมขึ้นมา แล้วหลอกลงทุนในรูปแบบของหุ้น Forex หุ้นทองคำ หรือแม้กระทั่งใน Bit Coin


 

ปัจจุบันการชักชวนให้ลงทุนในแชร์ลูกนั้น มักจะเริ่มต้นขึ้นจากเครือญาติ,คนในครอบครัว,เพื่อนสนิทหรือคนในที่ทำงาน  ทีมข่าว"สืบสวนความจริง" ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกสาวของผู้เสียหายรายหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า แม่ของเธอตัดสินใจลงทุนใน Nas app เนื่องจากว่าลุงของเธอได้มาชักชวนแม่พร้อมกับบอกว่า ได้ลงทุนไปถึง 4 แสนบาทแล้วได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่ารายละเอียดการลงทุนจะมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่อย่างชัดเจน แต่ด้วยความเชื่อใจคนในครอบครัว  คุณแม่ของเธอจึงตัดสินใจลงทุนใน Nas app ไปถึง 3 แสนบาทในระยะเวลาเพียง 3 เดือนก่อนที่แชร์จะแตก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วงสถานการณ์การระบาดโควิด19 ทำให้ 2 สามีภรรยาคู่นี้ ตัดสินใจลงทุนใน Nas app จนสูญเงินไปถึง 8 แสนบาท แม้ว่าทั้งคู่จะทราบตั้งแต่แรกว่า Nas app นั้นเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ทั้งคู่มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดทอง หรือ Bitcoinนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องศึกษาหาความรู้พอสมควร จึงหันไปสนใจแชร์ลูกโซ่ ที่ให้ผลตอบแทนเร็วและผลกำไรสูง
บวกกับระบบแชร์ลูกโซ่ nas app ได้มีการสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการมีหน้าม้าออกมา live สดใน youtube และ facebook พูดในทำนองว่า ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จ ได้กำไรมากมายในเวลาอันสั้น  อีกทั้งยังแสดงเอกสารจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนกับกรมพัฒนาธุรกิจค้า รวมไปถึงการสร้าง appplication ปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเชื่อว่ามีการลงทุนเทรดหุ้นเหมือนในตลาดจริงๆ  ตลอดจนมีการคืนผลกำไรให้เหยื่อในช่วง 1-2 เดือนแรก ยิ่งทำให้เหยื่อตายใจ จนบางรายต้องเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปอีก
 

ตำรวจไซเบอร์ อธิบายว่า แชร์ลูกโซ่มีลักษณะพื้นฐานการหลอกลวงเหมือนกันหมด ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ในอดีตเป็นลักษณะการบอกต่อเพื่อชวนมาร่วมลงทุน แต่ปัจจุบันมีการใช้แอพลิเคชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยวิธีการของ นาสแอพ จะมีสมาชิกเข้ามาสมัครและโอนเงินลงทุนในหุ้นทองคำและบิทคอย โดยจุดเด่นที่นำมาชักจูงผู้เสียหายคือการลงทุนหุ้นแบบมีการประกันรายได้ ในช่วงแรก สองถึงสามครั้งที่ลงทุนจะสามารถถอนเงินได้จริง โดยแอพนี้เปิดมาประมาณ3ปี และยังให้ผลประโยชน์แก่สมาชิกที่เชิญชวนเพื่อนมาร่วมลงทุน เช่น 30คน รับเงิน 1 หมื่นบาท โดยอ้างว่าจะได้รับผลกำไรมากถึง 300เปอร์เซ็นในการลงทุน 
ส่วนอีกข้อเสนอหากลูกค้าสามารถหาสมาชิกมาร่วมลงทุนได้ครบตามจำนวน จะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้ประจำ เช่น หาได้15คนจะได้รับเงินประจำ 3,000บาทต่อเดือน หรือถ้า 30คน ได้เงินประจำ 1หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งสมาชิกจะต้องมีการทำสัญญาที่บริษัทก่อน

วิธีการของขบวนการนี้ เมื่อมีเงินหมุนเข้ามาในระบบธนาคาร ก็จะใช้ระบบบัญชีปลอม หรือบัญชีม้า และมีกลุ่มดึงเงินออกจากบัญชี จากนั้นจะฟอกเงินกลับไปเป็นเงินดิจิทัลแล้วนำออกไปต่างประเทศ หรือ “ผ่านโต๊ะเงินเถื่อน” โดยไม่ผ่านระบบบัญชีธนาคารที่ถูกต้อง ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ