แซนดร้า เฮย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ ระบุว่าการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ป่วย ซึ่งหลังจากใช้เวลาติดตามผลเป็นเวลา 8 ปี พบว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตในผู้ป่วยได้มากถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ขณะที่ผลการศึกษาอีกชิ้น โดย เอริน ฟาน บลาริแกน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ จำนวน 992 คน และติดตามผลเป็นเวลา 7 ปี ก็ได้ผลที่ใกล้เคียงกัน เมื่อพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายเฉลี่ย 22 นาทีต่อวัน ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้มากถึง 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่รับการรักษาตามปกติแต่ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งนักวิจัยระบุว่าการเดินเร็วคือการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
เดินวันละ 30 นาที ช่วยป้องกันการป่วยเป็น "โรคอัลไซเมอร์"
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Alzheimer's Diseasr ระบุว่า การเดินเป็นระยะเวลา 30 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยพัฒนาการทำงานของระบบประสาทภายในร่างกาย รวมถึงการทำงานของสมอง
ทีมนักวิจัยได้ทำการทดสอบกับผู้เข้ารับการทดลองจำนวน 32 คน ที่มีอายุในช่วงวัย 60-88 ปี ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งถูกวินิจฉัยว่ามีอาการสมองเสื่อม ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ ทุกคนได้รับคำสั่งให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นระยะเวลา 30 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ นานติดต่อกัน 3 เดือน
หลังการทดลองทีมนักวิจัยได้ทำการสแกนสมองของพวกเขาอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบกับผลการสแกนก่อนหน้า การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งผู้ป่วยสมองเสื่อม และผู้มีสุขภาพแข็งแรงดีมีความสามารถในการจดจำที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสัญญาณความเจ็บป่วยทางสมองนั้น มีระบบประสาทที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เดินวันละ 30 นาที ช่วยลดความเสี่ยง "โรคกระดูกพรุน" ชะลอการสูญเสียมวลกระดูก
ข้อมูลโดย นพ.ธนาวุฒิ เลิศเอกธรรม ศูนย์โรคกล้ามเนื้อ กระดูก โรงพญาบาลพญาไท 3 ระบุการเดินที่ถูกสุขลักษณะอย่างสม่ำเสมอสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้ เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ชะลอการสูญเสียมวลกระดูก เนื่องจากการเดินเป็นการออกกำลังกายแบบต้านแรงโน้มถ่วงโลก ทำให้กระดูกถูกกระตุ้นให้ผลิตเซลล์ออกมามากขึ้น ลองสังเกตคนที่นอนหรือนั่งทั้งวันจะพบว่ามวลกระดูกจะลดลง กล้ามเนื้อลีบเหลวไม่กระชับ การเดินออกกำลังเพียงวันละ 30 นาที จะช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและลดความเสี่ยงรวมทั้งผลกระทบอันเกิดจากโรคกระดูกพรุนได้ด้วย แถมยังสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ เอ็นที่ต้นขา เข่า น่อง ข้อเท้า ช่วยกระชับหน้าท้องและสะโพก
การเดินช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดสารพัดโรคร้าย
ผลวิจัยด้านสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบการเดินต่อเนื่อง 3-5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูก ได้กว่า 54%
ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้ 20%
สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ได้มากถึงประมาณ 60%
ผลการศึกษาของ University of Colorado พบว่าการเดินวันละเพียง 10-15 นาที ทำให้อาการโรคเบาหวาน ดีขึ้น และยังเป็นการช่วยให้อินซูลินทำงานดีขึ้นร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้ดีขึ้น หมายถึงสามารถควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นนั่นเอง
การเดินเร็วติดต่อกันนาน 21 นาทีต่อวัน 4-5 วันต่อสัปดาห์ หรือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะสามาถลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ได้ถึง 31%
การเดินช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
มหาวิทยาลัย Appalachai State University ศึกษาพบว่าการเดินต่อเนื่อง 30-45 นาทีต่อวัน
สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้
การเดินทำให้กระเพาะ ลำไส้มีการเคลื่อนไหวส่งผลให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น
การเดินทำให้หลั่งสารแห่งความสุข การเดินเร็วต่อเนื่องจะกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินสารแห่งความสุข สารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดและทำให้จิตใจสบาย สดชื่น อารมณ์ดี คลายความเครียด ลดความวิตกกังวล ลดภาวะซึมเศร้า ทำให้นอนหลับง่ายหลับดีขึ้น
การเดินช่วยในเรื่องลดน้ำหนัก
ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจใช้การเดินช่วยลดน้ำหนักตัวได้ โดยเดินวันละประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น
การเดินด้วยความเร็ว 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่อง 30 นาที จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 75 แคลอรี่
การเดินด้วยความเร็ว 4-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่อง 30 นาที จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 99 แคลอรี่
การเดินด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่อง 30 นาที จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 150 แคลอรี่
เคล็ดลับการเดินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
เดินปล่อยไหล่สบายๆ ไหล่ไม่ห่องุ้มไม่ก้มจนเกินไป สายตามองตรงไปข้างหน้าประมาณ 5-6 เมตร
เดินลงน้ำหนักด้วยส้นเท้าแล้วค่อยวางเท้าลงจนเต็มฝ่าเท้ากดปลายเท้า และยกส้นเท้าขึ้นเพื่อส่งน้ำหนักไปที่เท้าส่วนหน้านิ้วเท้าจะช่วยผลักให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างสมดุล
ก้าวเท้าให้สั้นกว่าช่วงแขนตั้งฉากประมาณ 1 ฝ่ามือ ไม่ก้าวยาวหรือสั้นเกินไป
แกว่งแขนเพิ่มแรงส่ง และทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดี
อย่าลืม warm up-cool down ก่อน-หลังการเดิน
การเดินที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ต้องเป็นการเดินที่ต่อเนื่องกันนานประมาณ 30 นาทีขึ้นไป การเดินๆหยุดๆ อาจไม่สามารถฝึกระบบหลอดเลือดหัวใจได้ ความถี่ของการออกกำลังกายควรเดินอย่างน้อย 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และกระทำอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า ต้องเดินกี่ก้าวต่อวัน ลองค้นหาคำตอบเรื่องนี้จาก งานวิจัยใหม่เผยแค่เดินวันละ 3,967 ก้าว ลดอัตราเสี่ยงตายก่อนวัยได้หลายโรค