เนชั่นทีวี

Lifestyle

เชื่อหรือไม่? คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 2.3 เท่า ต้นเหตุเพราะความนัว!

15 ม.ค. 2567 | warunee_man

เชื่อหรือไม่? คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 2.3 เท่า ต้นเหตุเพราะความนัว!

สายแซ่บสุ่มเสี่ยง! แพทย์เผยทุก 3 นาทีจะมีคนไทยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน เตือน 10 โรคภัยจากความนัวของอาหารรสจัดประเภทส้มตำ ยำ ปลาร้า พร้อมเคล็ดลับเอ็นจอยกับเมนูโปรดได้อย่างมีความสุขและสุขภาพดี

“อาหารไทย” เป็นที่รู้จักทั่วโลก มีเสน่ห์ทุกภาค แต่ที่เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดีหนีไม่พ้นบรรดาเมนู “ส้มตำ ยำ ปลาร้า” ด้วยรสชาติที่จัดจ้านถึงใจและอร่อยถูกปากสายแซ่บ ทว่า กลับแฝงภัยในความนัวแบบที่เราไม่รู้ตัว ล่าสุด นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพ ที่ 7 เปิดเผยสถานการณ์โรคลหลอดเลือดสมองในประเทศไทยว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

สถิติปีเดียว! คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 189,000 คน เสียชีวิต 12,400 คน

จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ของประเทศไทยในปี 2552 หรือ 15 ปีที่แล้วพบจำนวน 163 คนต่อประชากร 1 แสนคน ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แต่ในปี 2566 ที่ผ่านมา พบว่าคนไทยพบเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงถึง 189,000 คน คิดเป็น 378 คนต่อประชากร 1 แสนคน ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สูงขึ้นเป็น 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2552 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก

ทั้งนี้ เป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน 263 คน และโรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในเนื้อสมอง 115 คน ต่อประชากร 1 แสนคน หรือทุก 3 นาที จะมีคนไทยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน ซึ่งเป็นภาวะที่คุกคามต่อสุขภาพอย่างมาก ถึงแม้การรักษาจะมีการพัฒนาการไปอย่างมากและได้ผลดี แต่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 8 โดยปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้งสิ้น 12,400 คน โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในเนื้อสมอง มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 35 หรือเป็น 3 คน เสียชีวิต 1 คน

เชื่อหรือไม่? คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 2.3 เท่า ต้นเหตุเพราะความนัว!

“ความดันโลหิตสูง” ปัจจัยเสี่ยงหลักจากอาหารรสจัด

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมีหลายปัจจัย ซึ่งเราสามารถจัดการแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ โดยการป้องกันนั้นมีทั้งการป้องกันและการรักษา “การรักษา” จะมีตั้งแต่การทำให้คนไข้มาถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด และมีการบริหารจัดการให้คนไข้ได้เข้ารับการรักษาให้ไวที่สุด ตั้งแต่เรื่องของการใช้ยาไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้น ในส่วนนี้เราคิดว่าเราทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว และเราจะสามารถทำให้ดีได้มากกว่านี้อีกเพื่อลดการสูญเสียการเสียชีวิต

ในเรื่องของ “การป้องกัน”​ ซึ่งมีความสำคัญสูงมากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือเรื่องของ “ความดันโลหิตสูง” โดยจากการที่เคยวิเคราะห์ถ้าเราจัดการคนที่มีความดันโลหิตสูงได้ โรคหลอดเลือดสมองก็จะหายไป 1 ใน 4 โดยเฉพาะเรื่องการสูบบุหรี่ เรื่องภาวะเบาหวาน ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะจัดการได้

หากเรารู้ตัวว่าเรามีความดันโลหิตสูงเราก็หลีกเลี่ยงได้ ในปัจจุบันสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการแก้ปัญหาเรื่อง “กินเค็ม” ซึ่งในภาคอีสานเราชอบทานอาหารเค็มมากในเขต 7 ในเรื่องนี้ควรหลีกเลี่ยงไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ซื้อมาหรือปรุงเองโดยเฉพาะอาหารที่มาในแบบสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องสำเร็จรูป ถ้าเลี่ยงได้ให้เลี่ยง และไม่ควนจะทานมากเกินไป แต่การทานเค็มในที่นี้คือการได้รับโซเดียมมากเกินไป คือใน “ผงชูรส” การทานเยอะก็จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นรวมทั้งเกลือด้วย

รู้หรือไม่? ปกติร่างกายต้องการโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ปริมาณสูงสุดของการได้รับโซเดียมที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายอยู่ที่ 2,400 มิลลิกรัม/วัน เทียบเท่าเกลือประมาณ 6 กรัม หรือ 1 ช้อนชา

 

หากรู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูงก็พบแพทย์ทานยาความคุมความดัน ควบคุมเบาหวาน เพื่อลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและจากสถิติพบว่าผู้ชายมีโอกาสเกิดมากกว่าผู้หญิงในทุกๆ โรคเพราะผู้หญิงจะดูแลสุขภาพดีกว่าผู้ชายและสิ่งสำคัญอีกสิ่งคือ ตัวเราเองที่ควรหันมารู้จักดูแลสุขภาพให้ดีไม่หวังพึ่งหมอพึ่งโรงพยาบาล

“การป้องกัน” คือการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ดีที่สุด

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดต่อ (NCD) ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะอ้วน ภาวะไม่ออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ และถ้ามีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ แขน ขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก ปวดหัวรุนแรง ตาพร่ามัวเป็นขึ้นมาแบบรวดเร็ว หรือทันทีทันใดนั้นให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือที่เกิดอาการให้เร็วที่สุด แพทย์จะรีบทำการตรวจรักษาอย่างรวดเร็ว กรณีเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดเฉียบพลันและมารักษาทันภายในเวลา 270 นาที

นอกจากนี้ กรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดขนาดใหญ่ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือมีข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือดก็สามารถให้การรักษาด้วยการใส่สายสวนหลอดเลือดเพื่อลากลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดออกมาได้ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายเป็นปกติได้สูงมาก ถึงแม้การรักษาดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่คนไทยทุกคนสามารถรักษาได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยการใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารการส่งตัว เจ็บป่วยที่ไหน ให้รีบไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้เคียงให้เร็วที่สุดด้วยรถส่วนตัว หรือใช้รถพยาบาลฉุกเฉิน 1669

เชื่อหรือไม่? คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่ม 2.3 เท่า ต้นเหตุเพราะความนัว!

เตือน 10 โรคภัยจากความนัวของอาหารรสจัดประเภทส้มตำ ยำ ปลาร้า

1.โรคไตเรื้อรัง การกินอาหารรสเค็ม อาหารที่มีโซเดียมสูงมากๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคไตเรื้อรัง โรคนิ่วในไต ตัวอย่างเมนูยอดนิยมอย่างส้มตำ 1 จาน ที่อาจมีโซเดียมมากถึง 1,500-2,000 มิลลิกรัม

2.ภาวะความดันโลหิตสูง การกินอาหารรสจัดในปริมาณมากเป็นเวลานานส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น อาการปวดศีรษะเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งโรคเหล่านี้อาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

3.ท้องเสีย อาหารยำรสแซ่บ รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัด จะกระตุ้นให้เกิดอาการท้องเสีย  โดยเฉพาะในอาหารจานยำที่มีของดิบก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก

4.โรคเบาหวาน ส่วนผสมหลักในน้ำยำรสเด็ดจะมีน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลเคี่ยว เมื่อเรากินเมนูยำอย่างต่อเนื่องมันจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำให้เราได้รับน้ำตาลเกินจำเป็น (ใน 1 วันเราไม่ควรกินน้ำตาลมากกว่า 24 กรัม) พอระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้

5.โรคอ้วน อาหารรดจัดมักต้องดับเผ็ดด้วยข้าว ข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูยอ ขนมจีน ยิ่งกินยิ่งอร่อย บอกเลยว่าไม่ได้หยุดแค่เพียงจานเดียวแน่ๆ นอกไปจากนี้ส่วนผสมในยำบางชนิดก็มีปริมาณแคลอรี ไขมัน คอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง เช่น ไข่แดงเค็ม กุ้ง ปลาหมึก ปูม้า คอหมูทอด

6.โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ อาการปวดมวนท้อง ไม่สบายท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลว เพราะเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารมีสภาพความเป็นกรดสูงและเริ่มเกิดอาการระคายเคือง

7.กรดไหลย้อนเรื้อรัง ความเผ็ดที่เรากินลงไปอาจตีย้อนขึ้นมาจนทำให้เรารู้สึกแสบร้อนหน้าอก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทำให้มีอาการไอ แสบคอ เจ็บคอชนิดเรื้อรัง มีอาการหืดหอบและเสียงแหบแห้ง

8.โรคไขมันพอกตับ ยำคอหมูย่าง ยำไข่แดงเค็ม ยำคอหมูทอด ส้มตำคอหมูย่าง ส่วนประกอบไขมันสูงที่สะสมพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะต้นแขน ต้นขา หรือหน้าท้องที่ใกล้ชิดกับอวัยวะในช่องท้องของเราจนทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็งได้ในอนาคต

9.โรคพยาธิ ปลาร้าทำจากปลาดิบหมัก ปูเค็มไม่ผ่านความร้อน รวมทั้งบรรดาของสดทั้งกุ้งสด แซลมอนสด อาจมีพยาธิและไข่พยาธิปนเปื้อน จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิ อย่างโรคพยาธิลำไส้ พยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิชนิดอื่น

10.โรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นอีกหนึ่งอันตรายจากปลาร้าที่ทุกคนควรระวัง เพราะไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งเป็นสารชนิดที่พบได้ในอาหารหมักดองหลายประเภท รวมถึงปลาร้าที่หลายคนชื่นชอบ จัดเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogens) ประเภทหนึ่ง การได้รับสารนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งหลอดอาหาร โรคมะเร็งทางเดินอาหาร และโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

เคล็ดลับเอ็นจอยกับเมนูโปรดได้อย่างมีความสุขและสุขภาพดี

  • กำหนดโควตาที่กินได้ต่อสัปดาห์หรือต่อเดือน เช่น จัดเต็มได้ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • เน้นเมนูที่ดีต่อสุขภาพเป็นหลัก เราอาจจะสั่งยำแซ่บๆ มาได้แต่ก็สั่งมาสัก 1-2 เมนู ส่วนเมนูที่เหลือก็เลือกเป็นของที่ดีต่อสุขภาพ ไม่เน้นของทอด ของมัน เช่น ลาบหมู ไก่ย่าง ต้มยำปลา ยำวุ้นเส้น ฯลฯ
  • เว้นส่วนของโซเดียมไว้ให้อาหารยำๆ ถ้าวันไหนที่แพลนไว้ว่าจะต้องกินส้มตำ ยำรสแซ่บๆ ช่วงก่อนหน้านั้นของทั้งวันเราก็เลือกกินอาหารที่มีโซเดียมน้อยๆ รสไม่จัดมาก เพื่อเว้นโควตาไว้ให้มื้อย เป็นการลดปริมาณโซเดียม ไขมันและน้ำตาลให้น้อยลง
  • หากกินรสจัดมากๆ ให้ลองพยายามปรับความเข้มข้นของรสชาติลง เช่น จากเผ็ดมากๆ ก็อาจสั่งแค่เผ็ดกลาง หรือถ้าอยากลดโซเดียมลงหน่อยก็อาจสั่งเป็นไม่ใส่ปลาร้า เพราะการกินอาหารรสจัดไปนานๆ อย่างไรก็สร้างผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน
  • เลือกซื้อปลาร้าสำเร็จรูปที่ผ่าน อย. ผ่านการปรุงสุกหรือการฆ่าเชื้อ บรรจุอยู่ในภาชนะที่สมบูรณ์ และตรวจสอบวันหมดอายุก่อนเสมอ

ข่าวล่าสุด