อาการของผู้ได้รับ "ไซยาไนด์"
อาการของผู้ได้รับ ไซยาไนด์ ขึ้นอยู่กับปริมาณ ซึ่งหากได้รับปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ได้สารพิษจะมีอาการปวดหัว การรับรสผิดปกติ อาเจียน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง และกระวนกระวาย การสูญเสียการมองเห็น โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
การสะสมของสารไซยาไนด์จากการรับประทานพืชบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มันสำปะหลัง ทำให้มีอาการชา สูญเสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยิน ประสาทตาฝ่อ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานวิตามิน B12
อาการของผู้ที่ได้รับไซยาไนด์ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สัมผัสกับสารพิษ และความปริมาณของสารพิษที่ได้รับ จะมีอาการ ดังนี้
- ระคายผิวหนัง
- ผื่นแดง
- บวมน้ำ
- มึนงง
- คลื่นไส้
- กระวนกระวาย
- การรับรสผิดปกติ
- เวียนศีรษะ
- ความดันโลหิตสูง
- ความดันโลหิตต่ำ
- ลมชัก
- หมดสติ
- อาเจียน
- ไตล้มเหลว
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หัวใจหยุดเต้น
ส่วนภาวะเป็นพิษแบบเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับไซยาไนด์เข้าไปในปริมาณมาก อาการมักจะเกิดขึ้นในทันที เริ่มจากปวดศีรษะ ใจสั่น หน้าแดง หายใจติดขัด ชัก วูบหมดสติ หยุดหายใจ และอาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลา 10 นาที สังเกตสีบริเวณผิวหนังและเยื่อบุจะแดงคล้ายคนปกติ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะมีภาวะหยุดหายใจก็ตาม
วิธีการปฐมพยาบาล หากสัมผัส "ไซยาไนด์"
ผู้สัมผัสกับไซยาไนด์ทางผิวหนัง
- เมื่อไซยาไนด์สัมผัสกับผิวหนัง ให้รีบล้างผิวบริเวณที่สัมผัสกับไซยาไนด์ด้วยสบู่และน้ำทันที โดยให้น้ำไหลผ่านผิวหนัง อย่างน้อย 15 นาที ทั้งนี้ผู้ที่ทำการช่วยเหลือควรป้องกันตนเองโดยการสวมชุดและหน้ากากป้องกัน และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
หากไซยาไนด์หกรดลงบนเสื้อผ้า
- ให้รีบถอดเสื้อผ้าออกโดยเร็ว หรือใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าส่วนนั้นออกเพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง
ผู้สัมผัสไซยาไนด์ทางดวงตา
- เมื่อไซยาไนด์สัมผัสกับดวงตา ให้ล้างตาด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านดวงตาอย่างน้อย 15-20 นาที และห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด หากใส่คอนแทคเลนส์ ให้ใช้มือสะอาดถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนล้างดวงตา และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
ผู้ได้รับไซยาไนด์ผ่านการสูดดม หรือผ่านการรับประทานอาหาร
- โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ให้รีบย้ายร่างของผู้ป่วยมาในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ภายนอกอาคาร หรือใกล้กับหน้าต่าง
- ห้ามให้น้ำหรืออาหารแก่ผู้ป่วยโดยเด็ดขาด
- หากผู้ป่วยหมดสติหรือไม่หายใจ ให้ทำ CPR หรือการนวดหัวใจกู้ชีพโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ผู้กู้ชีพไม่ควรทำการผายปอด หรือเป่าปากโดยเด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับไซยาไนด์ ระหว่างรอการช่วยเหลือทางการแพทย์ ให้ทำการกู้ชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูล และอาการของผู้ป่วยให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
การรักษาพิษจาก ไซยาไนด์
การแก้พิษนั้่น ทำได้โดยแพทย์เท่านั้น โดยการให้ยา thiosulfate ร่างกายจะเปลี่ยนไซยาไนด์ เป็น thiocyanate ซึ่งไม่เป็นพิษและขับออกทางปัสสาวะได้ หรือให้สาร hydrocobalamine ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินบี 12 เพื่อเปลี่ยนเป็น cyanocobalamine ขับออกทางปัสสาวะเช่นกัน และบางส่วนขับออกทางการหายใจ เหงื่อ และปัสสาวะ การช่วยคนถูกพิษไซยาไนด์จึงห้ามช่วยหายใจแบบ mouth-to-mouth เพราะอาจได้รับพิษด้วย
นอกเหนือจากการรักษามาตรฐานผู้ถูกพิษแล้ว รวมถึงการให้ activated charcoal หากได้รับทางการกิน สามารถให้ยาแก้พิษ (Antidote) ได้เลยโดยไม่รอผลตรวจระดับไซยาไนด์ในเลือด ซึ่งคือยาฉีด Hydroxocobalamin คู่กับยาฉีด Sodium thiosulfate เป็นตัวเลือกแรก และยาฉีด Sodium nitrite เป็นตัวเลือกที่สองโดยยังมีโอกาสรอดชีวิตน้อย
หลังได้ยา Hydroxocobalamin มีผลข้างเคียง เปลี่ยนสีผิวหนัง เลือด และปัสสาวะเป็นสีแดง 2-3 วัน และการให้ sodium nitrite ทำให้เกิด methemoglobin ในร่างกายเพื่อแย่งจับกับตัวออกฤทธิ์ของสารไซนาไนด์ มีพิษเช่นกันแต่น้อยกว่า ทำให้ความดันโลหิตตก ชีพจรเร็ว ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้ เรียกว่าใช้พิษต้านพิษก็ไม่ผิดนัก
การสัมผัสกับไซยาไนด์เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มีพิษรุนแรง ดังนั้น การรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง และการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด สามารถเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้