3. ไวรัสริสไพราโทรี ซินไซเทียล (respiratory syncytial virus) หรือ RSV
เป็นไวรัสที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจ มักทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่อาจรุนแรงในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาการทั่วไป ได้แก่ น้ำมูกไหล ไอ หายใจลำบาก มีไข้ เบื่ออาหาร หงุดหงิด เหนื่อยล้า หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ดื่มน้ำน้อยลง อาการแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์
วิธีป้องกันไวรัส RSV คือ ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย และปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
4. อะดีโนไวรัส (adenovirus)
เป็นไวรัสที่พบได้บ่อย มักทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่อาจรุนแรงในเด็กเล็กและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง แพร่เชื้อผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากทางเดินหายใจที่ปนเปื้อน ไม่มีการรักษาเฉพาะ แต่มียาบรรเทาอาการ
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย
5. ไมโคพลาสมา เนมโมเนีย (mycoplasma pneumoniae)
เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ คล้ายไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวม พบมากในเด็กและวัยรุ่น หายเองได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หากมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์
วิธีป้องกัน คือล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
มีหลายฝ่ายเชื่อกันว่าการล็อกดาวน์เมืองหรือประเทศ การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นเวลานานอาจทําให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กมีโอกาสพบกับเชื้อจุลชีพและไวรัสต่าง ๆ น้อยกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว ในระยะแรกจะทำให้เด็กมีการติดเชื้อจุลชีพและไวรัสกันเป็นจำนวนมาก (outbreak) แต่ก็จะเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ และกลับมาเป็นปรกติเมื่อภูมิคุ้มกันในเด็กกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
ในขณะที่ทางการจีนแถลงว่าพบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในที่รับเข้ารักษาตัวใน รพ. ซึ่งเป็นเด็กด้วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา เนมโมเนีย เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ในขณะที่เริ่มพบไวรัสไข้หวัดใหญ่ อะดีโนไวรัส และ ไวรัสริสไพราโทรี ซินไซเทียล ในเดือนตุลาคม 2566 โดยทางการจีนได้ดําเนินการเฝ้าระวัง ตรวจกรองโรคทางเดินหายใจทั้งจากผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในโรงพยาบาลอย่างเข้มงวดครอบคลุมไวรัสและแบคทีเรียกว้างขวางรวมถึงเชื้อไมโคพลาสมา เนมโมเนีย ขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้การตรวจพบและรายงานการเจ็บป่วยโรคทางเดินหายใจในเด็กในปี 2566 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน