ความดันเท่าไหร่ควรไปพบแพทย์
โดยปกติแล้ว หากวัดค่าความดันโลหิตได้ 130-139/85-89 มิลลิเมตรปรอท ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจประเมินความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่ออวัยวะภายในร่างกายจากโรคความดันโลหิตสูง และตรวจความเสี่ยงโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้แพทย์พิจารณาควบคุมความดันโลหิตสูงด้วยวิธีต่างๆ เช่น การปรับพฤติกรรม หรือการรับประทานยา และมักต้องนัดหมายแพทย์เป็นประจำ เพื่อปรึกษาแพทย์และอ่านค่าความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
ในขณะที่บางคนมองว่าอาการวิงเวียนศีรษะหรือหน้ามืดเป็นครั้งคราวอาจเป็นปัญหาเล็กน้อย เช่น เป็นผลมาจากภาวะขาดน้ำเล็กน้อย หรือน้ำในอ่างอาบน้ำร้อนเกินไป แต่จะเห็นได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ร่างกายอาจกำลังบอกอะไรกับเราก็ได้ ดังนั้น จึงไม่ควรชะล่าใจ แต่ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
ทั้งนี้ หากมีอาการวิงเวียนหรือหน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน ควรวัดความดันในท่ายืนด้วย โดยเริ่มต้นวัดความดันในท่านอนก่อน หลังจากนั้นลุกขึ้นยืน วัดความดันภายในเวลา 1 และ 3 นาทีหลังจากลุกขึ้นยืน หากความดันโลหิตตัวบนในท่ายืนต่ำกว่าท่านอน ≥ 20 mmHg แสดงถึงภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลมได้ เนื่องจากสมองไม่ได้รับเลือดเพียงพอ และบ่งบอกถึงปัญหาและอาการที่ร้ายแรงอาจถึงแก่ชีวิตที่ตามมาได้ ได้แก่ เกิดความสับสนโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ตัวซีด เย็น หายใจเร็วและตื้น ชีพจรเต้นอ่อน หรือเต้นเร็วผิดปกติ หรือมีอาการช็อก
และหากมีความดันโลหิตสูง แต่ปล่อยทิ้งไว้ให้ความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับเดิมนานๆ อาจทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพ และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น มีโอกาสเป็นโรคหัวใจตีบตัน 3-4 เท่า และโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน 7 เท่าของผู้ที่มีความดันปกติ
วิกฤตความดันโลหิตสูง คือค่าความดันโลหิตที่วัดได้นั้นสูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท เมื่อวัดความดันโลหิตแล้วได้ค่านี้ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวัดความดันอย่างถูกต้องและรับการรักษา เนื่องจากภาวะนี้เป็นสัญญาณของความเสียหายของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดหลัง ชา/อ่อนแรง การมองเห็นเปลี่ยนไปหรือพูดลำบาก
ทั้งนี้ แม้ความดันโลหิตสูงจะพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ แต่ในเด็กก็มีความเสี่ยงเช่นกัน สำหรับเด็กบางกลุ่ม ภาวะความดันโลหิตสูงเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับไตหรือหัวใจ แต่ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และขาดการออกกำลังกาย
สาเหตุของความดันโลหิตต่ำ-ความดันโลหิตสูง
สาเหตุของความดันโลหิตต่ำ เกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย คืออาจจะเนื่องมาจากอัตราการส่งเลือดออกจากหัวใจลดลงเพราะลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะที่เกิดมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอหลังจากเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแออันเนื่องมาจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
นอกจากนี้ ยังอาจจะเกิดจากปริมาณเลือดภายในร่างกายลดลง เนื่องมาจากการขาดน้ำ หรือการสูญเสียเลือดจำนวนมาก หรือการขยายตัวของหลอดเลือดมากเกินไป เช่น เกิดจากภาวะช็อกจากโรคติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ การถูกแดดแรงๆ ระบบประสาทมีปัญหา หรือการใช้ยาบางอย่าง ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ก็อาจจะมีความดันโลหิตต่ำได้เช่นกัน
สาเหตุจากโรคอื่นๆ ความดันโลหิตต่ำชนิดที่ผิดปกติอาจจะเกี่ยวเนื่องกับสาเหตุที่แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น
- อาการหมดสติชั่วขณะ อันเนื่องมาจากความเครียดหรืออาการปวด
- Hypoaldosteronism ซึ่งเกิดจากการที่ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนสเตอรอยด์ได้น้อยกว่าปกติ
- โรคพาร์กินสัน
- โรคแอดดิสัน (Addison’s disease) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ อันเนื่องมาจากอาการท้องเสีย ปัสสาวะ หรือเหงื่อออกมากเกินไป
- เบาหวานซึ่งไม่ได้รับการรักษา หรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลังก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ อันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นประสาทที่ควบคุม ขนาดของหลอดเลือด
สาเหตุของความดันโลหิตสูง พบว่าผู้มีอาการความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการและตรวจไม่พบสาเหตุ แต่หากมีการตรวจพบมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรค เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ความพิการหรืออันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังเกิดจากพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
- อายุ ความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
- เพศ ความดันโลหิตสูงพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่า ทั้งนี้ ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงหลังอายุ 65 ปี
- พันธุกรรม
- การรับประทานอาหารรสเค็มจัด
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
- ขาดออกกำลังกาย
แนวทางสังเกตอาการและป้องกันตัวเองจากโรคความดันโลหิต
อาการในผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ
สำหรับบางคน ความดันโลหิตต่ำเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความดันโลหิตลดลงอย่างกะทันหัน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- วิงเวียนศีรษะหรือหน้ามืดเป็นลม
- ตาพร่ามัว
- คลื่นไส้
- อ่อนเพลีย
- ขาดสมาธิ
- ช็อก
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นความดันโลหิตต่ำ
- เพิ่มสารอาหาร และรับประทานอาหารมื้อเล็กๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป
- ไม่ควรยืนนานๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป
- ใช้ยาอย่างระมัดระวัง โดยแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัญหาความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลง
อาการในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ แม้ว่าค่าความดันโลหิตที่อ่านได้จะสูงถึงระดับที่อันตรายก็ตาม อาจพบอาการดังนี้
- เวียนศีรษะ ตึงต้นคอ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
- อาการใจสั่น
- อ่อนเพลีย
- ตาพร่ามัว
- มีเลือดกำเดาไหล
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นความดันโลหิตสูง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม เช่น อาหารสำเร็จรูป และอาหารหมักดอง
- งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายเป็นประจำ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- ทำจิตใจให้แจ่มใส ลดความวิตกกังวลและความเครียดลง
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับประทานยา และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
อ่านมาถึงตรงนี้คงไขข้องข้องใจ โรคความดันโลหิตต่ำ ดีกว่าโรคความดันโลหิตสูงจริงหรือ? ได้แล้ว ว่าความจริงนั้นทั้งสองอาการคืออาการผิดปกติที่ไม่ได้ดีมากหรือน้อยไปกว่ากัน เพียงแต่มักพบผู้ป่วยที่มีอาการความดันโลหิตสูงมากกว่าในปัจจุบัน เนื่องด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ความเครียดสะสม รวมทั้งปัจจัยในเรื่องอาหารและการออกกำลังกายที่หลายคนละเลย ส่วนในผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ แม้เป็นๆ หายๆ ก็ไม่ควรนิ่งดูดาย ลองปรับพฤติกรรม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงเท่านี้การมีสุขภาพดี ปลอดภัยจากโรคความดันก็เป็นลาภอันประเสิริฐสำหรับคนในปัจจุบันแล้ว