เนชั่นทีวี

Lifestyle

เปิดผลสำรวจพบคนวัยทำงานฟันผุ 91.8% เพิ่มความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนโรค NCDs

25 ต.ค. 2566 | warunee_man

เปิดผลสำรวจพบคนวัยทำงานฟันผุ 91.8% เพิ่มความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนโรค NCDs

“ปิดประตูสู่โรคร้าย” สสส.ห่วงสุขภาพช่องปากคนทำงาน หลังผลสำรวจพบคนไทยวัยทำงานฟันผุมากถึง 91.8% ไม่ได้รับการรักษา 43.3% เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อคนไทยวัยทำงานมีฟันผุมากถึง 91.8% นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยข้อมูลน่าตกใจเนื่องในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ โดย สสส.เห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างนำซ่อมก่อนการรักษา โดยสุขภาพช่องปากเป็นหนึ่งในสุขภาพที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะช่องปากเป็นเหมือนประตูสู่โรคร้าย ปัญหาสุขภาพช่องปากเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และคุณภาพชีวิต สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรม และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มวัยทั้ง เด็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะวัยทำงาน

เปิดผลสำรวจพบคนวัยทำงานฟันผุ 91.8% เพิ่มความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนโรค NCDs

จากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ สภาวะสุขภาพช่องปากครั้งที่ 8 พบว่า ช่วงอายุคนทำงานเป็นวัยที่พบโรคฟันผุมากถึง 91.8% มีฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษา 43.3% และเริ่มมีการผุบริเวณซอกฟัน มีหินน้ำลาย เลือดออก 75.5% มีร่องลึกปริทันต์ตั้งแต่ 4 มม. ขึ้นไป 25.9% ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การสูญเสียฟันเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุสูงถึงประมาณ 10 ซี่ต่อคน วัยทำงานเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาครอบครัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีบทบาทเป็นทั้งผู้นำครอบครัวหรือรับผิดชอบดูแลกลุ่มวัยอื่นๆ ให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นด้วย

สภาวะในช่องปากสัมพันธ์กับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของไทย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคในช่องปาก ทั้งโรคปริทันต์อักเสบ โรคเหงือกอักเสบ และการเกิดแผลในช่องปากจากภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย จากการสำรวจตั้งแต่ปี 2556-2562 พบว่าอัตราการป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มช่วงอายุวัยทำงานมีอัตราเพิ่มขึ้น และพบในคนที่มีอายุน้อยลง วัยทำงานจึงเป็นช่วงสำคัญในการดูแลสุขภาพช่องปาก ปิดประตูสู่โรคร้าย เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต

ทั้งนี้ สสส. ให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปาก ได้ร่วมกับมูลนิธิทันตสาธารณสุข และสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากของ กลุ่มวัย ด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่

1. พัฒนารูปแบบบริการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก

2. พัฒนาคู่มือการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก

3.สร้างความรอบรู้สุขภาพช่องปาก พัฒนาเครื่องมือประเมินคัดกรองสภาวะช่องปากด้วยตนเอง สื่อสารและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ผ่าน แอปพลิเคชัน “ฟันดี Fun D”

4. พัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ ติดตามสุขภาพช่องปากและการจัดบริการที่เหมาะสมในพื้นที่

5. พัฒนาข้อเสนอและขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากร่วมกับภาคีเครือข่าย

โดยขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนากลไกเพื่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์การตรวจสุขภาพช่องปากและจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในกลุ่มผู้ประกันตน และพัฒนานโยบายสร้างเสริมสุขภาพในระดับองค์กร สถานประกอบการ ชุมชน ทำงาน เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ และเพิ่มสัดส่วนของประชากรวัยทำงานให้เข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพ และเข้ารับบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสม

เปิดผลสำรวจพบคนวัยทำงานฟันผุ 91.8% เพิ่มความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนโรค NCDs

5 เทคนิคดูแลฟันให้สวยงามลดความเสี่ยงโรคช่องปาก

1. การแปรงฟัน การแปรงฟันที่ถูกต้องนั้นควรวางแปรงสีฟันให้อยู่ระหว่างเหงือกและฟัน ค่อยๆ ขยับแปรงเบาๆ แล้วปัดลง เพื่อทำความสะอาดบริเวณเหงือกที่มีเศษอาหารและแบคทีเรีย ที่สำคัญขนแปรงควรมีความอ่อนนุ่มและเล็กเพื่อทำความสะอาดได้ดี เคล็ดลับคือ ไม่ควรแปรงฟันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จทันทีเพราะจะทำให้เคลือบฟันถูกทำลายได้

2.การใช้ไหมขัดฟัน วิธีดูแลฟันด้วยไหมขัดฟัน เพราะการแปรงฟันอย่างเดียวนั้นทำความสะอาดไม่พอ การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยขจัดเศษอาหารบริเวณซอกฟันทำให้เหงือกสุขภาพดีและไม่เป็น โรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นปากอีกด้วย

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ฟันไม่สวย อาหารที่เรากินไปทุกวันเป็นตัวการทำให้ฟันเป็นคราบ ทั้งเครื่องดื่มชา กาแฟ ไวน์ หรือแม้กระทั้งการสูบบุหรี่ เทคนิคทำให้ฟันไม่เกิดคราบคือ การใช้หลอดดูดน้ำ เพื่อลดการปะทะของของเหลวกับแนวฟันโดยตรงจากการดื่ม และรับประทานอาหารที่ช่วยขัดฟันโดยธรรมชาติ เช่น แอปเปิล สตอเบอร์รี่ เป็นต้น

4.ไม่ใช้ฟันเป็นที่เปิดขวด หลีกเลี่ยงกับใช้ฟันกัดของแข็ง ถึงแม้ฟันเราจะแข็งแรงแค่ไหน แต่การกัดแทะของที่มีลักษณะแข็งก็ทำให้ฟันเราเสียหายได้ เช่น การใช้ฟันเปิดฝาขวดน้ำอัดลม การเคี้ยวน้ำแข็ง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ฟันแตก บิ่นหรือหักได้

5.พบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน หมอฟันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ใครที่คิดแบบนี้เปลี่ยนความคิดนี้ได้เลย เพราะการมาหาหมอฟันทุกๆ 6 เดือนเพื่อตรวจเช็กสุขภาพฟันจะช่วยป้องกันฟันผุและเป็นปัญหาการสูญเสียฟันในที่สุด

 

ข่าวล่าสุด