จุดสังเกตความต่างของ ‘โรคเริม’ กับ ‘โรคฝีดาษลิง’
15 ส.ค. 2566 | warunee_man

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “โรคฝีดาษลิง” เปิดสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน พร้อมจุดสังเกตความต่างของโรคเริม กับโรคฝีดาษลิง
Lifestyle
15 ส.ค. 2566 | warunee_man

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “โรคฝีดาษลิง” เปิดสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน พร้อมจุดสังเกตความต่างของโรคเริม กับโรคฝีดาษลิง
ฝีดาษลิง หรือ ฝีดาษวานร เป็นโรคสัตว์สู่คน ที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus มักมีรายงานผู้ป่วยในประเทศแถบแอฟริกาตอนกลางและตะวันตก โดยโรคนี้มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ West African clade ซึ่งมีอาการไม่รุนแรง อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 1 และสายพันธุ์ Central African clade ซึ่งมีอาการรุนแรงกว่า อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 10 ส่วนสัตว์รังโรค ยังไม่มีความรู้ที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก โดยเฉพาะสัตว์กัดแทะและลิง มีระยะฟักตัวตั้งแต่วันที่สัมผัสถึงวันเริ่มป่วยอยู่ที่ 5-21 วัน
การติดต่อจะแบ่งออกเป็น
ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงสามารถป้องกันได้ โดยงดเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ไม่สัมผัสแนบเนื้อกับผู้ที่มีผื่น ตุ่มหรือหนอง แนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
โดยปกติโรคนี้จะแสดงอาการป่วยไม่รุนแรง ถึงรุนแรงปานกลาง แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงอาการนำ คือ วันที่ 0-5 จะมีไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อและหมดแรง ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่อาการแรกที่มี มักจะเป็นอาการไข้ แต่ระยะออกผื่นมักจะเป็นช่วงที่สามารถแพร่เชื้อได้มาก
ต่อมาเป็นช่วงออกผื่น ภายใน 1-3 วันหลังมีไข้ จะมีลักษณะการกระจายเริ่มจากบริเวณหน้า และกระจายไปส่วนต่างๆของร่างกาย ส่วนใหญ่ 95% ของผู้ป่วยจะมีผื่นที่หน้า และ 75% มีผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ยังสามารถพบผื่นได้ที่บริเวณอื่นของร่างกาย เช่น ช่องปาก 70% และอวัยวะเพศ 30% ซึ่งลักษณะของผื่นจะพัฒนาไปตามระยะดังต่อไปนี้ ผื่นนูนแดง(Maculopapular) ตุ่มน้ำใส (Vesicles) ตุ่มหนอง(Pustules) และสะเก็ต(Crust) โดยพบว่าหากผู้ป่วยมีผื่นลักษณะสะเก็ดขึ้นจนแห้งและร่วงหลุดไป จะไม่มีการแพร่เชื้อได้
อย่างไรก็ตาม โรคฝีดาษลิง ส่วนใหญ่หายเองได้ แต่สามารถพบผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้ อย่างเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพส่วนบุคคล เช่น มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกลุ่มมีอาการแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อซ้ำซ้อน ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อเข้ากระแสเลือด และการติดเชื้อที่กระจกตา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น
จุดสังเกตความต่างของ โรคฝีดาษลิง VS โรคเริม
อาการ "โรคฝีดาษลิง"
อาการของโรคฝีดาษลิง จะแสดงหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 12 วัน มีลักษณะอาการดังนี้
อาการป่วยดังกล่าวจะเป็นอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เอง แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานโรคต่ำหรือมีโรคประจำตัว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม หรือเสียชีวิตได้
อาการ "โรคเริม"
สาเหตุของ "โรคฝีดาษลิง"
โรคฝีดาษลิงเป็นโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้เกิดอาการในคนคล้ายกับโรคไข้ทรพิษหรือโรคฝีดาษ ซึ่งถูกกวาดล้างหมดไปจากโลกแล้ว ตั้งแต่ปี 2523 แต่โรคฝีดาษลิงยังเกิดขึ้นประปรายในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกา
สาเหตุของ "โรคเริม"
โรคเริม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ Herpes Sinplex Virus (HSV) ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ HSV type 1 และ HSV type 2 โดยเชื้อ HSV นั้นทำให้เกิดเริมได้ที่บริเวณผิวหนัง และในส่วนชั้นเยื่อเมือกของร่างกาย โดยสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ความแตกต่างระหว่าง 2 ชนิดนี้คือ
วิธีป้องกันการติด "โรคฝีดาษลิง"
ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่จะต้องฉีดในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงติดเชื้อเท่านั้น และยังสามารถรับวัคซีนได้ภายหลังจากการได้รับเชื้อไม่เกิน 14 วัน
วิธีป้องกันการติด "โรคเริม"
ทั้งนี้ สิ่งที่มีความคล้ายกันของโรคฝีดาษลิงและโรคเริม แล้วทำให้เกิดความสับสนก็คือ โรคเริมส่วนมากจะกระจุกอยู่เฉพาะที่ เช่น บริเวณริมฝีปาก อยู่ภายในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศลงไปถึงก้น ขณะที่ผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงบางรายที่ยังไม่พบตุ่มหนองบริเวณใบหน้า ลำตัว แขนขา แต่เกิดที่บริเวณอวัยวะเพศ แล้วไม่รู้ตัวและมีเพศสัมพันธ์กันจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายได้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตุ่มของโรคเริมที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศกลายเป็นที่กังวลว่าจะเป็นโรคฝีดาษลิงหรือไม่ ดังนั้น จึงควรป้องกันและตรวจหาสาเหตุ พร้อมทำการรักษาจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อ้างอิงข้อมูล : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันโรคผิวหนัง, โรงพยาบาลบางปะกอก 3