หยิบยกบทความดีๆ หนึ่งในแพทย์ดังที่ออกมาพูดถึงประเด็น “อาการวูบ” ก็คือ นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช อธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวใจความระบุว่า
สำหรับนักกีฬาและ บุคคลทั่วไปที่แม้จะมีสุขภาพดี แต่เกิด "อาการวูบ" แบบกะทันหันหรือในขณะที่ออกกำลังกาย ให้ถือว่าเป็นความผิดปกติที่อาจทำให้เสียชีวิตได้
"โรควูบ" ส่วนใหญ่จะมาจากการออกกำลังกายที่หนักเกินไป หรือนานเกินไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการ "มีโรคซ่อน" โดยเฉพาะ "โรคหัวใจ" และ "โรคสมอง" ซึ่งอันตรายมาก สิ่งที่สำคัญคือต้องคัดกรองก่อนการออกกำลังกายอย่างจริงจังว่า เรามีโรคซ่อนที่ไม่รู้ตัวหรือไม่ และควรตรวจคัดกรองโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะถ้ามีอาการเตือนดังต่อไปนี้ ได้แก่ เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืดเป็นลม เป็นต้น
"โรควูบ" ส่วนใหญ่จะมาจากการออกกำลังกายที่หนักเกินไป หรือนานเกินไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการ "มีโรคซ่อน" โดยเฉพาะ "โรคหัวใจ" และ "โรคสมอง" ซึ่งอันตรายมาก สิ่งที่สำคัญคือต้องคัดกรองก่อนการออกกำลังกายอย่างจริงจังว่า เรามีโรคซ่อนที่ไม่รู้ตัวหรือไม่ และควรตรวจคัดกรองโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะถ้ามีอาการเตือนดังต่อไปนี้ ได้แก่ เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืดเป็นลม เป็นต้น
คนอายุน้อยและนักกีฬาที่ร่างกายแข็งแรง ทำไมถึงเสี่ยง?
“โรควูบ” บางคนอาจเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้เฉพาะกับวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แต่จริงๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย บางครั้งเกิดกับคนหนุ่มสาวที่อายุยังน้อยก็มี โดยสาเหตุที่ทำให้คนหนุ่มสาวเสี่ยงต่อโรควูบ ได้แก่
1. หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวเกินไป หัวใจโต
2. เส้นเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด
3. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
อาการแบบไหนบ่งชี้โรควูบและควรจะต้องไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียด
1. หากเครียดหรือเคยมีอาการหมดสติมาก่อน หรือเจ็บหน้าอก หรือเคยหน้ามืดเวลาออกกำลังกายมาก่อน
2. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติหมดสติแบบหาไม่มีสาเหตุ หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน แนะนำให้ไปตรวจกับแพทย์อย่างละเอียด
มีรายงานที่น่าสนใจ จากการศึกษาข้อมูลการเสียชีวิตของนักกีฬาอายุต่ำกว่า 35 ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า สาเหตุหลักของการวูบ หมดสติ และนำมาสู่การเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นอาการจากภาวะหัวใจ ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา (Hypertrophic Cardiomyopathy : HCM), กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดหัวใจอุดตันฉับพลัน และแสดงอาการด้วยหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง, คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ (Arrthymias), โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease), โรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกไขมันแทรกแทนที่ (Arrhythmogenic right ventricular dysplasia : ARVD), หัวใจหยุดทำงานฉับพลันจากการถูกกระแทกที่หน้าอก (Commotio Cordis) แรงกระแทกจะกระตุ้นให้เกิดการนำไฟฟ้าหัวใจห้องล่างผิดปกติที่เร็วมากภายในเวลาไม่กี่วินาที กระตุ้นให้เกิดหัวใจห้องล่างสั่นพลิ้ว (Ventricular Fibrillation)
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่นักกีฬาเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจากการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดบางชนิดในปริมาณมากก่อนการแข่งขัน รวมถึงกรณีที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุได้อีกด้วย
อาการวูบจากสาเหตุของหัวใจ ผู้ป่วยมักมีอาการหน้ามืดใจสั่น มวนท้อง เหงื่อแตก ตัวเย็น คลื่นไส้อาเจียน ที่สำคัญคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการวูบในช่วงเวลาสั้นๆ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ และกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง แต่หากผู้ป่วยปล่อยทิ้งไว้ ไม่เข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และรักษาอย่างถูกวิธีแล้ว อาจส่งผลให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาต หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อีกสาเหตุคือ อาการวูบจากภาวะทางสมอง ผู้ป่วยมักมีอาการวูบร่วมกับอาการทางระบบประสาทอื่นๆ เช่น อาการเกร็งชัก เหม่อ สับสน เมื่อตื่นจากอาการวูบ ผู้ป่วยไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ หรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเมื่อฟื้นขึ้นมา เช่น ปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด ชาหรืออ่อนแรงร่างกายครึ่งซีก เป็นต้น
เปิดวิธีการป้องกันอาการวูบ
รวมไปถึงการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่พบว่าเกิดอาการวูบหมดสติกะทันหัน มีข้อมูลระบุว่า หากเข้าไปทำ CPR ให้แก่ผู้ที่วูบหมดสติได้อย่างรวดเร็ว โอกาสรอดชีวิตจะเยอะ ไม่เฉพาะในสนามแข่งกีฬาและสวนสาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงตึกต่างๆ เริ่มมีกฎหมายกำหนดให้มีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ตามจุดต่างๆ แล้ว
การสังเกตผู้ป่วยที่มีอาการวูบหมดสติกะทันหันนั้น จุดสำคัญคือ ต่อให้ยังแขนขาผู้ป่วยยังเกร็งอยู่ ก็ให้คิดว่าหัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นไว้ก่อน ห้ามรอ หรือเสียเวลาใดๆ ให้รีบ CPR นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ป่วยหัวใจไม่ได้หยุดเต้น
สำหรับ "คนทั่วไป" มีคำแนะนำคือ ควรให้ความสำคัญและสังเกต “อาการวูบ” ของตนเองและคนรอบข้างให้มากขึ้น ถ้ามีห้ามปล่อยผ่าน ตรวจให้พบ ตรวจให้เจอ เพราะอันตรายมาก ในขณะที่ถ้าเป็น "นักกีฬา" มีคำแนะนำคือ ควรตรวจเช็กร่างกายและคัดกรองโรคทางกีฬาปีละครั้ง เพื่อลดอันตรายจากการเล่นกีฬา ยิ่งออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนักๆ ก็ยิ่งต้องเช็กสภาพร่างกาย
การรักษาโรควูบ
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กรณีที่ขาดน้ำ ควรทานน้ำให้เยอะ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ
- ทานอาหารให้เป็นเวลา
- หากมีอาการหน้ามืด เป็นลม อย่าฝืนยืนหรือเดินต่อไป อาจทำให้หมดสติล้มลงและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากเกิดอาการควรนั่งลงและนอนราบ จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
สุดท้ายแล้ว การออกกำลังกาย ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งสามารถทำที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะที่บ้านหรือสวนสาธารณะ แต่ก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องตรวจเช็กสุขภาพของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าเพิ่งมั่นใจว่าในเมื่อออกกำลังกายเป็นประจำแล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุทางสุขภาพขึ้น
ขอขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ / โรควูบ