อัปเดต XBB.1.16.x
ข้อมูลจาก GISAID (Cr: Rajnarayanan R, US) ล่าสุดพบว่า Omicron สายพันธุ์ย่อย XBB.1.16.x นั้นมีรายงานการตรวจพบเพิ่มขึ้นเป็น 42 ประเทศทั่วโลก
ทาง Nextstrain ได้กำหนดรหัสสำหรับ XBB.1.16 ให้เป็น clade 23B(Omicron) เรียบร้อยแล้วต่อจาก XBB.1.5 ซึ่งเป็น 23A เพื่อทำการติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างเป็นระบบ เนื่องจากข้อมูลจนถึงปัจจุบันบ่งชี้ให้เห็นว่า XBB.1.16.x นั้นมีสมรรถนะในการแพร่ที่เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม และมีรายงานจากหลายประเทศทั่วโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน XBB.1.16 มีการแตกหน่อต่อยอดมีลูกหลานหลากหลายสายพันธุ์ย่อยแล้ว อาทิ XBB.1.16.1, XBB.1.16.2, XBB.1.16.3, FU.1, FU.2
สำหรับไทยเรา มีคนติดเชื้อและป่วยเพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สังเกตได้จากคนรอบตัวเรา และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เข้าระบบรายงาน ควรตระหนักถึงสถานการณ์ระบาดในปัจจุบัน และป้องกันตัวให้ดี
ตัวเลขรายสัปดาห์ 16-22 เมษายน 2566
- จำนวนผู้ป่วยนอนรักษาตัวในรพ. 1,088 ราย สูงกว่าสัปดาห์ก่อน 150% หรือมากขึ้นถึง 2.5 เท่า
- จำนวนเสียชีวิต 5 ราย สูงกว่าสัปดาห์ก่อน 2.5 เท่า
คาดประมาณจำนวนติดเชื้อใหม่รายวันอย่างน้อย 7,772-10,794 ราย
จะสังเกตได้ว่าจำนวนผู้ป่วยที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลในแต่ละสัปดาห์นั้นเพิ่มขึ้นถึง 2.59 เท่า และ 2.5 เท่า ตามลำดับ ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัปดาห์แรกนั้นขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงสงกรานต์ ดังนั้นจึงเป็นตัวสะท้อนว่าการระบาดที่ปะทุขึ้นมานั้นเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว
สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละระลอกที่ผ่านมา ที่มักมี grace period อยู่ราว 6-8 สัปดาห์ ไม่ได้เป็น seasonal pattern แต่เป็นไปในแบบ cyclical pattern ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงการเปิดเสรีเดินทางท่องเที่ยว พฤติกรรมเสี่ยงในการใช้ชีวิตปนะจำวัน และการถดถอยของภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงได้ตามกาลเวลา
คำแนะนำในการปฏิบัติตัวหากติดเชื้อ COVID-19
1. ติดเชื้อแล้วยังควรแยกตัวจากผู้อื่น
ด้วยหลักฐานทางการแพทย์จากการวิจัยทั้งจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
หากติดเชื้อ และกักตัว 5 วัน มีโอกาสที่จะแพร่เชื้อได้อยู่ 50-75%
7 วัน 25-30%
10 วัน 10%
14 วัน ก็จะปลอดภัย
แต่หาก "ไม่กักตัว" ไม่ว่าจะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยก็แล้วแต่ ย่อมเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้มาก แม้จะใส่หน้ากากก็ป้องกันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น!!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานพยาบาล สถานศึกษา สถานที่ดูแลเด็ก/ผู้สูงอายุ รวมถึงสถานบริการที่มีการให้บริการดูแลผู้คนจำนวนมาก ความเสี่ยงจะสูงมาก และนำไปสู่ความสูญเสียได้มากเป็นเงาตามตัว
ทุกสถานที่ทำงาน นายจ้างและลูกจ้างควรปรึกษาหารือ วางแผนการทำงาน เพื่อที่จะสามารถแยกตัวจากคนอื่นได้ เพื่อปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยทั้งต่อเพื่อนร่วมงาน และลูกค้า
ทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมคือ "แยกตัว 7-10 วัน หรือจนกว่าจะไม่มีอาการและตรวจ ATK ซ้ำแล้วได้ผลลบ" จากนั้นจึงค่อยมาทำงานหรือใช้ชีวิต โดยป้องกันตัวเคร่งครัดจนครบ 14 วัน
ที่ทำงานควรช่วยกันปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานของตนเองให้มีการถ่ายเทอากาศ ระมัดระวังการรับประทานอาหารร่วมกัน และรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
2. หมั่นอัปเดตข้อมูลให้รู้เท่าทันสถานการณ์ระบาดทั่วโลก เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที
3. หาความรู้ที่ทันสมัย ทั้งเรื่องวัคซีน ยา และเรื่องโรค โดยรับข่าวสารจากต่างประเทศและแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ ระบุที่มา และตรวจสอบได้
4. ตระหนักถึงความจริงว่า โรคโควิด-19 ยังระบาดทั่วโลก แม้เป็นขาลง แต่ยังไม่สิ้นสุด และมีโอกาสปะทุซ้ำได้ ขอให้จดจำบทเรียนยามวิกฤติในรอบปีกว่าที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดบ้าง ใครที่เคยติดเชื้อมาก่อน ก็ควรป้องกันไม่ให้ติดซ้ำ และหมั่นประเมินสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติสงสัย Long COVID ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การดูแลรักษา
5. ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร ล้างมือหลังหยิบจับของสาธารณะ เว้นระยะห่างจากคนอื่น และใส่หน้ากากอย่างถูกต้องเมื่อออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงาน หรือไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม
ขอให้มีสวัสดิภาพและปลอดภัยไปด้วยกันครับ...
ไม่ติดเชื้อ หรือไม่ติดซ้ำ ย่อมดีที่สุด...
โพลต์ล่าสุด ที่คุณหมอธีระออกมารายงานข่าว
ย้ำอีกครั้งว่าติดกันเยอะ
ขอให้ยกการ์ดป้องกันตัวให้เข้มแข็งนะครับ
หลายปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า ควรเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ทำในสิ่งที่ควรทำ
โควิด...ยังไม่ใช่หวัดตามฤดูกาล
แต่ระบาดปะทุเพราะพฤติกรรมเสี่ยง ไวรัส และการถดถอยของระดับภูมิคุ้มกัน
ติดแล้วไม่ชิล ป่วยได้ ตายได้ และเสี่ยง Long COVID ด้วย
การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องนั้นสำคัญมาก
ที่มา : Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)
https://www.facebook.com/thiraw