เนชั่นทีวี

Lifestyle

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

30 มี.ค. 2566 | teerawat_pra

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

แนวโน้มโควิด19 ในไทยลดลงต่อเนื่อง คาดสถานการณ์จะเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะระบาดช่วงหน้าฝน เดินหน้ารณรงค์ฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงพร้อมกับไข้หวัดใหญ่ และเร่งรัดฉีด LAAB กลุ่มเสี่ยงในบ้านพักคนชรา ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ให้เสร็จก่อนพฤษภาคมนี้ ช่วยลดอัตราเสียชีวิตสูง 48%

30 มีนาคม 2566 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 ว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลก มีแนวโน้มพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตลดลง เช่นเดียวกับประเทศไทย โดยข้อมูลวันที่ 19-25 มีนาคม 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่ 150 ราย เฉลี่ย 21 รายต่อวัน ผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย และผู้เสียชีวิต 6 รายเฉลี่ย 1 รายต่อวัน

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียชีวิตทั้งหมดยังเป็นกลุ่ม 608 และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับเกิน3 เดือน ส่วนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) ซึ่งฉีดไปแล้วกว่า 6 หมื่นราย พบว่ามีความปลอดภัยสูง ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง ที่สำคัญ ช่วยลดอัตราเสียชีวิตได้ถึง 48% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือ LAAB และในกลุ่มเสี่ยงที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด 19 พบว่าช่วยลดการเสียชีวิตลงได้ประมาณ 1 ใน 4 จึงให้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่เร่งรัดการฉีด LAAB ให้กับกลุ่มเสี่ยงในบ้านพักคนชรา ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขทุกเขตสุขภาพกำกับติดตามให้เสร็จก่อนช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกับรณรงค์ฉีดวัคซีนโควิด 19 ในกลุ่มอื่นควบคู่กันไป 

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยแนวโน้มโรคโควิด-19 ประเทศไทยลดลงต่อเนื่อง คาดสถานการณ์จะเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะระบาดช่วงหน้าฝน เดินหน้ารณรงค์ฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงพร้อมกับไข้หวัดใหญ่ และเร่งรัดฉีด LAAB กลุ่มเสี่ยงในบ้านพักคนชรา ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ให้เสร็จก่อนพฤษภาคมนี้ ช่วยลดอัตราเสียชีวิตสูง 48% พร้อมเฝ้าระวังสายพันธุ์ XBB.1.16 จากอินเดีย หลังผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

“สถานการณ์โรคโควิด 19 ขณะนี้เริ่มมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ คือจะมีการระบาดในช่วงหน้าฝนเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน จึงให้มีการทบทวนมาตรการทั้งการเฝ้าระวังสอบสวนโรค การเฝ้าระวังสายพันธุ์ แนวทางการรักษา รวมถึงการฉีดวัคซีนที่จะเน้นฉีดในกลุ่มเสี่ยงจำนวน 1-2 เข็ม ซึ่งคณะกรรมการวัคซีนจะพิจารณาออกแนวทางคำแนะนำให้เหมาะสมต่อไป” นายแพทย์โอภาสกล่าว  สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย สายพันธุ์ที่พบมากสุดยังเป็น BA.2.75 แต่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.5 และ XBB.1.9.1 มีแนวโน้มสูงขึ้น ในส่วน สายพันธุ์ XBB.1.16 ที่พบในประเทศอินเดียและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีตำแหน่งกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อธรรมชาติและจากวัคซีน มีการเติบโตสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรค และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นสายพันธุ์หลักในที่สุด ขณะนี้ยังไม่พบ XBB.1.16 ในประเทศไทย ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการของประเทศไทย ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย หน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนจากผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและจังหวัดติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มข้น พร้อมสื่อสารความเสี่ยงและคำแนะนำสุขภาพต่อเนื่อง ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ออกแนวทางปฏิบัติงาน ปรับระบบบริการ เพื่อลดการเดินทาง เตรียมสถานที่ทำห้องสะอาดเป็น Safety zone ให้เจ้าหน้าที่/ผู้รับบริการ สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันและสื่อสารคำแนะนำประชาชน

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของประเทศไทยที่สูงเกินค่ามาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพในหลายพื้นที่ ว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 17 จังหวัด และพื้นที่ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 6 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน และพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งดำเนินงานตามแนวทาง “3 มาตรการ 10 กิจกรรมสำคัญ” ได้แก่ 1) มาตรการลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฝ้าระวังสถานการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อสุขภาพ, เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ, ยกระดับการสื่อสารเชิงรุก, สร้างความรอบรู้และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 2) มาตรการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแก่กลุ่มเสี่ยง, เปิดคลินิกมลพิษ/จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น,จัดระบบปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อดูแลประชาชน และ 3) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยมีระบบบัญชาการเหตุการณ์เมื่อเข้าสู่ระยะวิกฤต, ส่งเสริมและขับเคลื่อนกฎหมาย พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 และส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะนี้สถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้ออกประกาศแนวทางปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติฝุ่น PM 2.5 โดยให้สถานบริการในสังกัดปรับระบบบริการตามบริบทพื้นที่ เช่น เลื่อนนัดผู้ป่วยตามความเหมาะสม และจัดส่งยาให้ทางไปรษณีย์ เพื่อลดการเดินทาง, ให้การรักษาผ่านระบบ Telemedicine, จัดเตรียมสถานที่เป็นห้องสะอาด เพื่อเป็น Safety zone พื้นที่ปลอดฝุ่น สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้มารับบริการ, สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันแก่บุคลากรในการปฏิบัติงานและผู้มารับบริการ, จัดระบบการทำงานที่บ้าน (Work From Home) และประชุมสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน พร้อมทั้งสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ ข้อมูลเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 – 19 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ รวม 1,730,976 ราย สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 228,870 ราย กลุ่มโรคที่พบสูงสุด ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองเป็นพิเศษ โดยลดระยะเวลาหรืองดการออกนอกอาคารโดยไม่จำเป็น

หากออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น, งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ และโรคหัวใจ, อยู่ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากทำห้องปลอดฝุ่นได้ให้อยู่ในห้องปลอดฝุ่น, สังเกตอาการเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบไปพบแพทย์

สธ.เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด ยังไม่พบ XBB.1.16 หลังผู้เชี่ยวชาญคาดจะเป็นสายพันธุ์หลัก 

ข่าวล่าสุด