3 ชากับนม การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆ ไม่ควรปรุงแต่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์จากใบชาเลย
4 ผู้ที่รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาร่วมไปด้วย เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในกรณีที่ดื่มน้ำชาร่วมกับการรับประทานอาหาร แร่ธาตุต่างๆ จากผักใบเขียวหรือจากผลไม้ก็จะถูกสารสำคัญจากชาจับไว้หมดไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน
5 โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสำคัญคือ แทนนิน ซึ่งจะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้น จึงมักจะมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มน้ำชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้
6 การสะสมของสารในชา ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มีองค์ประกอบของ “ฟลูออไรด์” ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง และสูงกว่าปริมาณในน้ำประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน (Osteofluorosis) โรคข้อ และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล
7 เรื่องของไตกับการดื่มชา ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า “ออกซาเรท oxalate” แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆ และดื่มบ่อยๆ เป็นประจำ จะสะสมสารออกซาเรทในร่างกายได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทำลายไต
8 กาเฟอีนในใบชา ใบชามีสารคาเฟอีนในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชา สารแทนนินจากน้ำชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมาก
เช็กสรรพคุณ ‘ดื่มชาสมุนไพร’ ใช้รักษาได้สารพัดโรคจริงหรือ?
เรื่องที่ 1 ดื่มชาสมุนไพรสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ จริงหรือ?
#ไม่จริง
เนื่องจากชาสมุนไพรจัดเป็นอาหารกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 280) พ.ศ. 2547 เรื่อง ชาสมุนไพร และอนุญาตให้นำพืชสมุนไพรมาผ่านกรรมวิธีอย่างง่าย เฉพาะการทำแห้งและลดขนาดให้เล็กลงด้วยการตัด สับ หรือบดเท่านั้น เพื่อจุดมุ่งหมายในการบริโภคโดยการต้มหรือชงกับน้ำเท่านั้น ดังนั้น การดื่มชาสมุนไพร จึงไม่สามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ เพราะ ชา คือ อาหาร ไม่ใช่ ยา ไม่สามารถป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคใด ๆ ได้
เรื่องที่ 2 ชาตะไคร้ใบเตย สามารถรักษาโรคเกาต์ได้ จริงหรือ?
#ไม่จริง
เพราะโรคเกาต์มีสาเหตุมาจากการมีกรดยูริกในเลือดสูง ร่วมกับการมีผลึกของกรดยูริกในข้อ หรือเนื้อเยื่อรอบข้อ ทำให้ข้อหรือเนื้อเยื่อรอบข้อนั้นเกิดอาการอักเสบเฉียบพลัน ในขณะที่ตะไคร้มีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดส่วนใบเตยนั้นช่วยแก้กระหายน้ำ จะเห็นได้ว่า ตะไคร้และใบเตย ไม่ได้มีสรรพคุณในการรักษาโรคเกาต์ได้เลย ฉะนั้น หากเป็นโรคเกาต์จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและเหมาะสม ดีกว่าที่จะมาเชื่อข่าวแชร์หลอกลวง
เรื่องที่ 3 ดื่มชาใบมะกรูดลดความดันโลหิตสูงได้ จริงหรือ?
#ไม่จริง
เพราะยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดความดันโลหิตของมะกรูดในสัตว์ทดลองหรือในคนโดยตรง (Ref. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร 8/4/2559) ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง อย่ามัวเสียเวลากับสูตรลดความดันโลหิตสูงต่าง ๆ เลย
เรื่องที่ 4 ปอดสะอาดง่ายๆ ทำได้ด้วยชาสมุนไพร จริงหรือ?
#ไม่จริง
เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดการสะสมคราบน้ำมันดินในปอด ซึ่งการดื่มชาสมุนไพรนั้นไม่สามารถที่จะกำจัดออกได้ ซึ่งการดูแลรักษาปอดที่ดีที่สุดคือ การงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีฝุ่นหรือควัน แต่หากต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศสูง ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง
ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าเครื่องดื่มชามีทั้งคุณและโทษต่อร่างกายขึ้นอยู่กับการบริโภค ถ้ามากเกินไปจะเป็นโทษได้ การนำสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ หากต้องนำไปทำให้ร้อน เช่น ขนมเค้ก คุณค่าชาเขียวจะหมดไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการนำผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่านขบวนการความร้อน เพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้ดื่มชาสมุนไพรเพื่อหวังผลในการรักษาโรค เพราะ “ชาสมุนไพร” ยังไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรค เนื่องจากชาจัดเป็น “อาหาร” ไม่ใช่ “ยา” จึงไม่สามารถป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคใดๆ ได้ เพราะฉะนั้น อย่าหลงเชื่อข่าวแชร์ และไม่ทำตาม ทางที่ดีหากป่วยมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง ควรพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการวินิจฉัยโรคหรือรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
แหล่งอ้างอิง :
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา