2. ทำไมโรคนี้ถึงพบมากขึ้นเรื่อยๆ?
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน โรคหัวใจยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป แต่ปัจจุบัน โรคหัวใจกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เพราะไลฟ์สไตล์สมัยนี้มันเปลี่ยนไปนะครับ ลองสังเกตดูนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนเป็นแบบที่ผมพูดนะคือ
- การนอนน้อย เครียดบ่อย
- อาหารแปรรูป น้ำตาล ไขมันทรานส์เพียบ
- ขาดการออกกำลังกาย
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
- มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง
หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกป่วย หรืออาการก็ไม่ชัดเจนจนทำให้ชะล่าใจ เช่น เจ็บหน้าอกนิด ๆ เหนื่อยง่ายขึ้นเล็กน้อย ปล่อยไว้ก็อาจกลายเป็น "สัญญาณเตือนที่มองข้ามไป"
3. อาการที่ควรรู้ว่า "อาจเสี่ยง" โรคหัวใจ
ถึงอาการของโรคหัวใจจะหลากหลาย แต่อยากให้จำไว้ว่า ไม่ต้องรอให้ปวดแบบ "เจ็บแน่นอกแบบหนังหมอผ่าตัด" ถึงจะเรียกว่าผิดปกติ อาการที่น่าสงสัย เช่น
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือเหมือนมีอะไรทับอกโดยเฉพาะตอนออกแรง
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ เหนื่อยจนต้องหยุดพักทั้งที่ทำกิจกรรมเบาๆ
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ
- หน้ามืด เป็นลม โดยไม่ทราบสาเหตุ
- ขาบวม นอนราบแล้วหอบเหนื่อย
บางคน โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้สูงอายุ อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกแบบชัดเจน แต่จะมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเฉยๆ ก็อาจเป็นสัญญาณของ หัวใจขาดเลือดแบบไม่แสดงอาการ (Silent ischemia) ได้เหมือนกันนะครับ
4. กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ
โรคหัวใจและหลอดเลือดอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่บางกลุ่ม มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ข่าย
กลุ่มที่ควรเฝ้าระวัง
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ/หลอดเลือด เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือด, เส้นเลือดในสมองตีบ, เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายกะทันหัน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ควบคุมอย่างต่อเนื่อง
- ผู้ชายอายุ > 45 ปี และผู้หญิง > 55 ปี
หลังหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะสูญเสียฮอร์โมนที่เคยช่วยปกป้องหัวใจ
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome)
รอบเอวเกิน 90 ซม. (ชาย) / 80 ซม. (หญิง) มักมาพร้อมกับไขมันสะสมและดื้อต่ออินซูลิน
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่ระยะยาว
แม้จะเลิกแล้ว แต่ความเสี่ยงยังคงสะสมอยู่ในหลอดเลือด
- ผู้ที่มีภาวะเครียดเรื้อรัง นอนไม่พอ หรือมีภาวะซึมเศร้า
อารมณ์และจิตใจกระทบต่อสุขภาพหัวใจผ่านระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนความเครียด
- ผู้ที่ทำงานหนักเกินไป ไม่ค่อยออกกำลังกาย
กลุ่มออฟฟิศซินโดรมที่ดูเหมือนปกติ แต่นั่งทั้งวัน + กินอาหารไม่เป็นเวลา = หลอดเลือดเสื่อมแบบเงียบ ๆ
- ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง
ความดัน-เกลือแร่-สมดุลไขมันในกลุ่มนี้มักมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องหลอดเลือด
ใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ผมพูดมา แนะนำแบบนี้นะว่า
- เข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง
- ตรวจวัดค่าที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงหัวใจ เช่น LDL, HDL, Triglyceride, HbA1c, BP
- พิจารณาทำ EKG หรือ Echo หากมีอาการผิดปกติหรือประวัติเสี่ยง
- ใช้ชีวิตแบบ "ไม่ประมาท" แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม
5. ป้องกันหัวใจวาย ทำได้ง่ายกว่าที่คิด
หลายคนคิดว่าการป้องกันโรคหัวใจต้องยาก แต่จริงๆ แล้ว การดูแลหัวใจให้แข็งแรงสามารถเริ่มได้ง่าย ๆ จาก "พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน"
ปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ น้ำตาลเกินความจำเป็น และโซเดียมที่มากเกินไป หันมาเน้น ไขมันดี เช่นปลาทะเลน้ำลึกอย่างแซลมอน ทูน่า หรือแมคเคอเรล ซึ่งเป็นแหล่งของโอเมก้า 3 (Omega-3) โดยเฉพาะชนิด EPA และ DHA ที่ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด และลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
อย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนมากยังบริโภคปลาทะเลไม่ถึงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ถ้ารับจากอาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ ก็ทานเป็นแบบอาหารเสริมเพิ่มก็ได้ครับ
- ขยับตัวมากขึ้น ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
- พักผ่อนให้พอ นอนหลับวันละ 6–8 ชั่วโมง อย่างมีคุณภาพ
- เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำลายหลอดเลือดอย่างชัดเจน
- ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
ฝากด้วยนะครับโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่ใช่เรื่องของ "คนแก่" หรือ "คนมีโรคประจำตัว" เสมอไปนะครับ คนที่ยังดูแข็งแรง ยังทำงานได้ปกติก็อาจมี "ความเสี่ยง" โดยที่ไม่รู้ตัว แต่เราป้องกันได้ครับ และเริ่มได้ง่ายกว่าที่คิด ดูแลตัวเองด้วยนะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ หมอเจด
ขอบคุณภาพ : Freepik