เนชั่นทีวี

Lifestyle

รู้จัก “โรคไอกรน” สาเหตุโรงเรียนดังปทุมวันปิดโรงเรียนชั่วคราว

15 พ.ย. 2567 | julie_wu

รู้จัก “โรคไอกรน” สาเหตุโรงเรียนดังปทุมวันปิดโรงเรียนชั่วคราว

หลังโรงเรียนดังย่านปทุมวันประกาศเรียนออนไลน์ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ เหตุพบนักเรียนติดเชื้อไอกรนกลุ่มแรก คาดกลับมาเปิดเรียนปกติธันวาคมนี้ พาไปทำความรู้จักโรคไอกรนมีที่มาอย่างไร

จากกรณีที่โรงเรียนดังย่านปทุมวัน ประกาศเรียนออนไลน์ หลังพบนักเรียนติดเชื้อไอกรนกลุ่มแรก โดยประกาศมาตรการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด กำชับให้คุณครูพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนป้องกันตัวเองในระหว่างการทำงานในโรงเรียน หลังพบเด็กป่วยไอกรน จำนวนมากกว่า 2 รายขึ้นไป ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการพ่นฆ่าเชื้อหลังเลิกเรียนเป็นประจำ ภายในเดือนธันวาคมโรงเรียนน่าจะกลับมาเปิดได้ปกติ

โรคไอกรน ติดต่อกันได้อย่างไร ทำไมส่วนใหญ่จึงเป็นเด็กเล็ก

โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและเกิดอาการไอที่มีลักษณะเฉพาะ คือการไอติดต่อกันหลายครั้งจนหายใจไม่ทัน และมีเสียงหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียง "วู๊ป" สลับกับการไอเป็นชุดๆ ทำให้เรียกโรคนี้ว่า "โรคไอกรน" อาการอาจเรื้อรังนานได้ถึง 2-3 เดือน

โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่แพร่ได้ง่ายจากการไอหรือจาม ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะมีโอกาสติดเชื้อสูง โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูง อาการในเด็กเล็กมักรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีที่ไม่ได้รับวัคซีน ส่วนใหญ่โรคนี้มักติดต่อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัวที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ซึ่งไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอกรน อุบัติการณ์ของโรคในประเทศไทยลดลงมากเนื่องจากการฉีดวัคซีน แต่ยังพบผู้ป่วยประปรายในชนบท และพบการระบาดในเด็กนักเรียนชั้นประถมบ้าง โดยมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 6-20 วัน และที่พบบ่อย 7-10 วัน

สาเหตุ

โรคไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งเป็นเชื้อที่เพาะได้ยาก พบได้ในลำคอส่วน nasopharynx ของผู้ป่วยในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกก่อนเริ่มมีอาการไอที่รุนแรง

อาการของโรคไอกรน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ 

  1. Catarrhal stage: เริ่มด้วยอาการคล้ายน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ไข้ต่ำๆ คล้ายโรคหวัด เป็นระยะที่ยังวินิจฉัยยาก แต่หากไอนานเกิน 10 วัน ควรสังเกต ระยะนี้นานประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. Paroxysmal stage: ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดต่อเนื่อง 5-10 ครั้ง ตามด้วยหายใจเข้าลึกๆ จนเกิดเสียง “วู๊ป” ในช่วงไอ หน้าจะเขียว ตาแดง ลิ้นจุกปาก และเส้นเลือดที่คอโป่ง อาจอาเจียนหลังไอ ระยะนี้กินเวลา 2-4 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น
  3. Convalescent stage: ระยะฟื้นตัว อาการไอจะค่อยๆ ลดลง แต่ยังคงไอต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ ระยะทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์

การรักษาโรคไอกรนควรเริ่มตั้งแต่ระยะแรก (Catarrhal stage) โดยให้ยาปฏิชีวนะ erythromycin ขนาด 50 มก./กก./วัน เป็นเวลา 14 วัน เพื่อลดความรุนแรงของโรค แต่หากผู้ป่วยเข้าสู่ระยะไอเป็นชุดๆ ยาปฏิชีวนะจะช่วยลดการแพร่เชื้อได้ภายใน 3-4 วัน การรักษาตามอาการแนะนำให้เด็กพักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในที่อากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ไอมากขึ้น เช่น ฝุ่น ควัน และอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด

การป้องกันทำได้ ดังนี้

การแยกผู้ป่วย: หากผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ erythromycin เชื้อจะหมดภายใน 5 วัน ดังนั้นให้แยกผู้ป่วยออกเป็นเวลา 5 วันหลังเริ่มยา หรือแยก 3 สัปดาห์หลังเริ่มมีอาการไอแบบรุนแรง

การดูแลผู้สัมผัสโรค: ผู้สัมผัสควรได้รับการเฝ้าดูอาการไออย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เด็กที่สัมผัสใกล้ชิดควรได้รับยา erythromycin 14 วัน แม้จะได้รับวัคซีนครบแล้วก็ตาม ในกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ไม่ได้รับวัคซีนครบ 4 ครั้ง ให้เริ่มหรือเสริมวัคซีนให้ครบตามกำหนด สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 4 ครั้ง ให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้ง ยกเว้นกรณีที่ได้รับการกระตุ้นใน 3 ปีที่ผ่านมา หรือมีอายุเกิน 6 ปี

การให้วัคซีนป้องกัน: เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีควรได้รับวัคซีนป้องกันไอกรน 4-5 ครั้ง วัคซีนปัจจุบันเป็นชนิด Whole cell vaccine รวมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก (DTP) ฉีดครั้งแรกเมื่ออายุ 2 เดือน และอีก 2 ครั้งที่อายุ 4 และ 6 เดือน โดสที่ 4 ฉีดที่อายุ 18 เดือน และโดสที่ 5 เมื่ออายุ 4 ปี ส่วนเด็กอายุมากกว่า 7 ปีจะไม่ฉีดวัคซีนไอกรนเพราะมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงสูง

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค

ชมรายการล้วงข่าว ประเด็น "โรคไอกรน"

ข่าวล่าสุด