เนชั่นทีวี

รักษ์โลก

วิจัยชี้ผู้บริโภค 73% พร้อมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช้อปเพื่อวิถีความยั่งยืน

21 ส.ค. 2566 | warunee_man

วิจัยชี้ผู้บริโภค 73% พร้อมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช้อปเพื่อวิถีความยั่งยืน

อาลีบาบาเผยเทรนด์ความยั่งยืน ชี้ผู้บริโภค 7 ใน 10 ยินดีช้อปช่วยโลก ระบุต้องการปรับเปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิตด้วยแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

เปิดผลงานวิจัยอิสระที่สนับสนุนโดยอาลีบาบา กรุ๊ป พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ราว 73% ต้องการดำเนินชีวิตด้วยแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (87%) แต่ต้องพบอุปสรรคสำคัญด้านค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปและความไม่สะดวกด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่เน้นความยั่งยืน

วิจัยชี้ผู้บริโภค 73% พร้อมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช้อปเพื่อวิถีความยั่งยืน

สำหรับ The Sustainability Trends Report 2023 เป็นงานวิจัยที่สำรวจผู้บริโภคมากกว่า 14,000 ราย จากตลาด 14 แห่งในทั้งเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งการวิจัยพบว่าความสะดวกด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่เน้นความยั่งยืน (53%) และค่าใช้จ่ายที่รับได้ (33%) มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้ดำเนินไปตามวิถีความยั่งยืน และธุรกิจต่างๆ ก็สามารถช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น

ผู้บริโภคที่อยู่ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ยินดีเรียนรู้วิธีซื้อของออนไลน์ด้วยวิถียั่งยืนมากขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงสุดในฟิลิปปินส์ (93%) ตามด้วยอินโดนีเซีย (91%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (90%)

ขณะที่ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง หรือราว 58% ระบุว่า พวกเขาได้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืนแล้ว และรู้สึกว่าตนกำลังทำสิ่งที่ดีและถูกต้อง นอกจากนี้ยังเปิดกว้างเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติทางออนไลน์เพื่อความยั่งยืน โดยเฉลี่ย 73% กล่าวว่ายินดีรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคครึ่งหนึ่งจะเลือกซื้อสินค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนก็ต่อเมื่อมีความสะดวกด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ และ 1 ใน 3 เชื่อว่าสินค้าประเภทนี้มีราคาแพงเกินไป

ทางด้านอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้าที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้น คือขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความยั่งยืนของสินค้า (48%) และราคาของสินค้าที่เน้นความยั่งยืนมีราคาสูงเกินไป (45%)

โดยผู้บริโภค 53% กล่าวว่าพวกเขาจะเลือกให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนก็ต่อเมื่อพวกมีความสะดวกด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้ากลุ่มนี้ ซึ่งในกลุ่มคำตอบนี้ผู้บริโภคในตลาดเอเชียมีสัดส่วนสูง (61%) เมื่อเทียบกับตลาดยุโรปที่น้อยกว่า (36%) นอกจากนี้ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจ (33%) กล่าวว่า การใช้ชีวิตวิถียั่งยืนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยผู้ตอบแบบสำรวจไทยนำมาในกลุ่มนี้ (84%) ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเตรส์ (41%) และสเปน (37%)

ทั้งนี้ ท่ามกลางความรู้สึกของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ธุรกิจสามารถทำได้เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าและบริการที่เน้นความยั่งยืนคือ

  • ทำให้สินค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมีราคาที่ผู้บริโภครับได้มากขึ้น (61%)
  • ใช้พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ได้ครั้งเดียวให้น้อยลง (55%)
  • การให้ทางเลือกสินค้าและบริการที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น (47%)

ซึ่งธุรกิจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสินค้าของตนมีความยั่งยืนจริงตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ 

รายงาน ESG ล่าสุดยังเผยให้เห็นข้อมูลจากแพลตฟอร์มบัญชีแยกประเภทคาร์บอนของอาลีบาบาที่ระบุว่ามีผู้บริโภค 187 ล้านคนเข้าร่วมกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในช่วง 12 เดือน (นับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566) โดยมีสินค้า 1.91 ล้านรายการจากแบรนด์ 409 แห่งที่นำเสนอบน Tmall และ Taobao ผ่านโปรแกรมสินค้าคาร์บอนตํ่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2566)

วิจัยชี้ผู้บริโภค 73% พร้อมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช้อปเพื่อวิถีความยั่งยืน

ทั้งนี้ ผลการวิจัยข้างต้นยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ โดยข้อมูลวิจัยจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ที่เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับความยั่งยืน

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยจากเชิงลบสู่เชิงบวก 3 ประเด็น ได้แก่ 

1.การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ (Better Food for Better Health) ผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอาหารให้ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว เสริมภาพลักษณ์ และป้องกันโรค

2. การดูแลสุขภาพใจ โดยเรื่อง(ไม่)ลับกับสุขภาพใจ (Better Mind for Better Life) โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียด 3 อันดับแรก ได้แก่ หน้าที่ความรับผิดชอบ การเงิน และสุขภาพ อีกทั้งยังพบว่า กลุ่มคน Gen Y มีความเครียดมากที่สุด จากหน้าที่การงานและความต้องการบาลานซ์ความสุข

3.การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ ศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Better World for Better Future) จากข้อมูลวิจัยพบว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สินค้า และบริการที่เกี่ยวกับความยั่งยืน โดยกลุ่มตัวอย่างมีการตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 69.9% ตามด้วยต้องการช่วยแก้ปัญหาระยะยาว 62.6% และต้องการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต 61.2%

 

ข่าวล่าสุด