“จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก”
ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของภูเขาไฟ อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการเพิ่มอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมจนถึง พ.ศ. 2490 และมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการลดอุณหภูมิหลังจากปี 2490 เป็นต้นมา ข้อสรุปพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองโดยสมาคมและสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง รวมทั้งราชสมาคมทางวิทยาศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะมีความเห็นโต้แย้งกับข้อสรุปของ IPCC อยู่บ้าง แต่เสียงส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกโดยตรงเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้
แบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศที่สรุปโดย IPCC บ่งชี้ว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่ผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544–2643) ค่าตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการจำลองสถานการณ์แบบต่าง ๆ ของการแผ่ขยายแก๊สเรือนกระจกในอนาคต รวมถึงการจำลองค่าความไวภูมิอากาศอีกหลากหลายรูปแบบ แม้การศึกษาเกือบทั้งหมดจะมุ่งไปที่ช่วงเวลาถึงเพียงปี พ.ศ. 2643 แต่ความร้อนจะยังคงเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายสหัสวรรษ แม้ว่าระดับของแก๊สเรือนกระจกจะเข้าสู่ภาวะเสถียรแล้วก็ตาม การที่อุณหภูมิและระดับน้ำทะเลเข้าสู่สภาวะดุลยภาพได้ช้าเป็นเหตุมาจากความจุความร้อนของน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีค่าสูงมาก
การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่น ๆ ของภาวะโลกร้อนได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มในอนาคต ผลของความร้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบอื่น ๆ ที่จะเกิดกับแต่ละภูมิภาคบนโลกว่าจะแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ แทบทุกประเทศได้ลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันทางการเมืองและการโต้วาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลกเกี่ยวกับมาตรการว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะลดหรือย้อนกลับความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอย่างไรต่อผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น
Global Warming : เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจะเกิดอะไรตามมา?
ในหนังสือ Six Degrees 6 องศาโลกาวินาศ ที่เขียนโดย Mark Lynas อธิบายเรื่องนี้ชัดเจน ซึ่งพอสรุปออกมาได้ว่า
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส
- ขั้วโลกเหนือจะไม่มีหิมะปกคลุมเป็นระยะเวลาครึ่งปี ทำให้เส้นทางเดินเรือ Northwest Passage สามารถใช้งานได้นานขึ้น การขนส่งสินค้าจากยุโรปมายังเอเชียตะวันตกทำได้สะดวกขึ้น, โครงการคอคอดกระ (ถ้ามี) จะประสบกับภาวะขาดทุน
- จะเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ผลผลิตจะลดลง ขาดแคลนอาหาร เกิดทะเลทรายใหม่ ๆ ในอดีต ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลกเพียงเล็กน้อย ทำให้อากาศอบอุ่นขึ้น เกิดการสะสมชั้นดินบาง ๆ จนกลายเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นในดินจะลดลง หน้าดินก็จะแห้ง และถูกลมพัดหายไป กลับกลายเป็นทะเลทรายอีกครั้ง
- ประเทศอังกฤษจะสามารถปลูกองุ่นและผลิตไวน์ได้ดีขึ้น ในขณะที่ผลผลิตองุ่นของฝรั่งเศสจะมีคุณภาพต่ำลง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้แนวสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกองุ่นเลื่อนขึ้นไปทางทิศเหนือมากขึ้น ปัจจุบันนี้ อังกฤษมีไรไวน์มากกว่า 400 แห่ง และตอนนี้ก็เริ่มมีการทดลองปลูกต้นมะกอกในอังกฤษแล้วด้วย
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส
- น้ำแข็งบนกรีนแลนด์ ซึ่งธรรมชาติใช้เวลาสะสมมานานกว่า 150,000 ปี จะหายไป ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันสุนัขลากเลื่อนที่กรีนแลนด์ถูกทอดทิ้งให้อดตายจำนวนมาก เพราะว่าหิมะบางลงจนไม่มีงานให้มันทำ
- แมลงแปลก ๆ จะเคลื่อนย้ายไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ โดยเคลื่อนตัวไปยังเขตทิศเหนือที่เคยหนาวเย็นมากขึ้น แมลงที่มาใหม่สามารถสร้างความเสียหายแก่ต้นไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ในท้องถิ่นเดิมอย่างราบคาบ
- เมื่อสุนัขลากเลื่อนและหมีขั้วโลกเหลือเพียงตำนาน ที่ราบทุนดราก็จะกลายเป็นแหล่งป่าไม้ใหม่
- โลกจะสูญเสียแนวปะการังไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากปรากฏการณ์ฟอกขาว สัตว์น้ำลดความอุดมสมบูรณ์ลงมาก มหาสมุทรซึ่งถือเป็นอ่างรับคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นด่านแรกของกลไกขับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ โดยปรกติแล้วสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ หลายชนิดจะดูดซับเอาคาร์บอนในน้ำทะเล เพื่อนำไปใช้สร้างกระดูกหรือเปลือก แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่มากเกินไปจะทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น และไปขัดขวางกระบวนการดูดคาร์บอน
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส
- เป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเราจะไม่สามารถย้อนกลับหรือหยุดยั้งกระบวนการโลกร้อนได้อีกต่อไป
- จะไม่มีน้ำแข็งในหน้าร้อนอีกต่อไป ป่าฝนอะเมซอนจะมีสภาพแห้งแล้ง ยอดเขาแอลป์ไม่เหลือชั้นน้ำแข็ง
- โลกเหมือนย้อนกลับไปสู่โลกในยุคพาลีโอซีน (Paleocene)
- คลื่นความร้อนเกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรปจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง (เหมือนเหตุการณ์คลื่นความร้อนที่เคยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วยุโรปสูงถึง 3 หมิ่นคน)
- กระบวนการสังเคราะห์แสงจะหยุดชะงักลง พืชเก็บออกชิเจนไว้และปล่อยคาร์บอนไดออกไชด์สู่บรรยากาศแทน
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส
- เมืองตามปากแม่น้ำจะจมทะเลถาวร, จะไม่เหลือธารน้ำแข็งบนภูเขาหิมาลัยอีกต่อไป แม่น้ำคงคาจะหายไปจากแผนที่โลก
- ทิศเหนือของแคนาตาจะเป็นทุ่งหญ้าสีเขียว, ชายหาดแถบสแกนดิเนเวียจะกลายเป็นที่พักร้อนแห่งใหม่ของยุโรป
- ธารน้ำแข็งด้านทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้จะละลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงทุ่งน้ำแข็งในบริเวณใจกลางทวีป
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 5 องศาเซลเซียส
- หิมะและน้ำในชั้นหินที่คอยหล่อเลี้ยงเมืองใหญ่จะเหือดแห้ง, จะเกิดพื้นที่ที่มนุษย์อยู่อาศัยไม่ได้ในเขตอบอุ่นเดิม
- ระบบสังคมจะล่มสลาย, คนจนจะถูกทอดทิ้ง จะเกิดการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน โดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
- จะเกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรที่เหลืออย่างรุนแรงระหว่างชนชั้น เหมือนที่เห็นในการ์ตูนหรือภาพยนตร์
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 6 องศาเซลเซียส
- มหาสมุทรจะกลายเป็นสุสานแห่งความตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้, ทะเลทรายจะเกิดครอบคลุมพื้นที่ทั้งทวีป
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะกลายเป็นเรื่องปรกติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ กรมอุตุฯ กลายเป็นหน่วยงานที่โลกลืม
- มนุษย์จะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปและเกิดเผ่าพันธุ์ใหม่ครอบครองโลกนี้แทนในระหว่างที่โลกกำลังปรับคืนสู่จุดสมดุล
เราจะหยุดสภาวะโลกร้อนได้หรือไม่
เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นสาเหตุใหญ่คือ มนุษย์ ซึ่งเป็นผู้เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากจนเกินไป หากเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โลกจะกลับมาสู่สภาวะที่สมดุลได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ส่วนที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ มนุษย์ก็สามารถแก้ปัญหานั้นได้ ถึงแม้ว่าการที่โลกจะกลับมาสูสภาวะสมดุลได้จะต้องใช้เวลานานก็ตาม แต่เราก็สามารถบรรเทาผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มีความรุนแรงลดน้อยลงได้ เพื่อไม่ให้ประชากรโลกรวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จึงควรให้ความร่วมมือในการรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ตามมาตรการดังนี้
- ร่วมกันใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานสะอาด แทนการใช้ถ่านหินและน้ำมันในกระบวนการผลิตและการขนส่ง เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้น้อยลง
- ใช้พลังงานทดแทน เช่น จากแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล (สารอินทรีย์ที่ได้จากพืชและสัตว์)
- รักษาป่าที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป ฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ปลูกป่าเพิ่มเดิม
- ศึกษาและปรับปรุงวิธีการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของพืช
- ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคธุรกิจ อุดสาหกรรม และครัวเรือน
- เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการคมนาคม ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เทคในโลยีสมัยใหม่ทดแทนเชื้อเพลิง หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เป็นต้น
- การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังาน เป็นวิธีที่มีศักยภาพ โดยแหล่งของพลังงานทคแทนที่มีอยู่ในประเทศไทย คือวัดถุดิบจากการเกษตร ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน และสบู่ดำ ไบโอดีเซล เป็นต้น