เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

สี จิ้นผิง ถึงเวียดนามแล้ว สานต่ออนาคตร่วมกัน

12 ธ.ค. 2566 | chanchai_pra

สี จิ้นผิง ถึงเวียดนามแล้ว สานต่ออนาคตร่วมกัน

สี จิ้นผิง เดินทางถึงกรุงฮานอยแล้ว ตอกย้ำความสำคัญของเวียดนามที่กำลังเนื้อหอม ที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องการสานสัมพันธ์ใกล้ชิดด้วย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จีนกำลังแซงหน้าสหรัฐฯ ใกล้ชิดกับเวียดนามมากกว่า

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดี เดินทางถึงกรุงฮานอยเพื่อเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ จากจีนและเวียดนามกว่า 400 คน รวมถึงประชาชนที่ยืนรอรับตลอดเส้นทางจากท่าอากาศยานไปยังโรงแรมที่พัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน ทั้งในระดับประชาชนและผู้นำประเทศ

สี จิ้นผิง ถึงเวียดนามแล้ว สานต่ออนาคตร่วมกัน

นักวิเคราะห์มองว่าการเดินทางเยือนเวียดนาม ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่า จีนจะไม่ยอมเสียเวียดนามให้กับคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ เป็นอันขาด ขณะที่เวียดนามก็รู้ตัวว่าความเนื้อหอมของตนเอง เป็นผลมาจาก "วิถีการทูตไผ่ลู่ลม" หรือที่เรียกว่า bamboo diplomacy ที่ทำให้เวียดนามสามารถสานสัมพนธ์กับมหาอำนาจทั้งสองประเทศ โดยไม่ถูกบีบให้ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าจีนมีความได้เปรียบในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากมีการลงทุนจากจีนไหลเข้ามาเวียดนามอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้

เงินลงทุนจากจีนและฮ่องกงที่ไหลเข้าไปยังเวียดนาม ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ พุ่งขึ้นไปถึง 8,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 2 เท่า ทำให้จีนกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่งของเวียดนาม ส่วนสหรัฐฯ เงินลงทุนหดตัวลงเหลือเพียงราว 500 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ จากเดิม 700 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022 ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับที่ 10 ขณะที่ ภาวะการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนามก็ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคชาวอเมริกันเผชิญวิกฤตค่าครองชีพสูง และการเยือนของไบเดนเมื่อ 3 เดือนก่อน ไม่มีข่าวดีเรื่องการลดภาษีนำเข้าใด ๆ ส่วนการส่งออกจากเวียดนามไปสหรัฐฯ ก็ลดลง 15% ไปอยู่ที่ประมาณ 79,250 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ แต่การส่งออกไปจีนกลับขยายตัว 5% อยู่ที่เกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

สี จิ้นผิง ถึงเวียดนามแล้ว สานต่ออนาคตร่วมกัน

การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นโอกาสอันดีที่จีนจะดึงเวียดนามเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้น ด้วยการใช้นโยบายด้านการต่างประเทศที่เรียกว่า "ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน" (Community of Common Destiny) ที่สื่อถึงวิสัยทัศน์ด้านความร่วมมือในอนาคต เกี่ยวกับกิจการด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและการเมือง ที่เวียดนามสามารถคาดหวังที่จะเห็นความก้าวหน้า ด้านการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนถ่ายมาใช้พลังงานสะอาด ตามที่มีรายงานว่า บริษัทไชนา แรร์ เอิร์ธ กรุ๊ป โค.  (China Rare Earth Group Co.) ของจีน กำลังหาโอกาสร่วมงานกับบริษัท "วินาโคมิน" (Vinacomin) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองของเวียดนาม หลังสหรัฐฯ กับเวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ ในการช่วยเวียดนามพัฒนาทรัพยากรสินแร่หายากไปเมื่อไม่นานนี้

 

ภาพจากสำนักข่าว Xinhua

ข่าวล่าสุด