ตอนแรก มาฮุด มีร์ดาวี เจ้าหน้าที่อาวุโสของฮามาส อ้างว่าทางกลุ่มวางแผนโจมตีด้วยตัวเอง
"นี่คือการตัดสินใจของฮามาสและปาเลสไตน์"
ส่วนโฆษกของเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ อ้างว่าอิหร่านสนับสนุนการดำเนินการฮามาสแต่ไม่ได้บงการ
"การตัดสินใจเป็นของปาเลสไตน์ ที่มีความเป็นอิสระอย่างขีดสุด และสอดคล้องกับผลประโยชน์อันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์อย่างแน่วแน่"
"เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตอบโต้ของปาเลสไตน์ เพราะปาเลสไตน์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง"
บทบาทของอิหร่านในเรื่องนี้ จะทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ที่ดำเนินมานยาวนานพ้นออกมาจากเงามืด และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวงกว้างในตะวันออกกลาง เพราะฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลได้ประกาศกร้าวว่า "จะโจมตี"
บทบาทโดยตรงของอิหร่าน จะช่วยขจัดความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานระหว่างเตหะรานกับอิสราเอล ให้พ้นจากเงามืด และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวงกว้างในตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุโสของอิสราเอลให้คำมั่นว่าจะโจมตีอิหร่าน ถ้าพบว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารชาวอิสราเอล
แผนที่ปรับใหม่ของ IRGC คือ การสร้างภัยคุกคามจากหลายแนวร่วม เพื่อให้สามารถบีบอิสราเอลจากทุกด้าน โดยฮิซบุลเลาะห์ (Hezbollah) และแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine) หรือ PFLP บีบจากทางเหนือ ส่วนกลุ่มญีฮัด อิสลามิค ปาเลสไตน์ (Palestinian Islamic Jihad) กับฮามาส (Hamas) ปฏิบัติการอยู่ในกาซาและเวสต์ แบงค์
การโจมตีเมื่อวันเสาร์ได้ทำลาย "รัศมีแห่งความอยู่ยงคงกระพัน" ( aura of invincibility) ของอิสราเอล พร้อมกับคำถามที่ตามว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงที่ทรนงของพวกเขา ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
อาจสายไปเพราะมีคนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 700 คน ที่อิสราเอลประนามอิหร่านว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตี โดยจิลัด เออร์ดัน เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ บอกว่า "ต่อให้เป็นทางอ้อม เราก็รู้ว่ามีการประชุมกันในซีเรียและเลบานอน ระหว่างอิหร่านกับผู้นำกลุ่มติดอาวุธที่รายล้อมอยู่รอบอิสราเอล ที่เห็นได้ชัดว่า มีการพยายามประสานงานกันระหว่างพวกหุ่นเชิดของอิหร่านในภูมิภาคของเรา พวกเขาพยายามประสานความร่วมมือกับอิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"