สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนโดยสิ้นเชิง เป็นเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่และเป็นการโจมตีแบบประสานงานที่ต้องใช้ข่าวกรองและการเตรียมตัวมาอย่างดี และอาจได้รับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ จากกลุ่มมุสลิมญีฮัดฝั่งหนึ่ง กับกลุ่มฮิซบุลเลาะห์และอิหร่านอีกฝั่งหนึ่ง
สิ่งที่เป็นคำถามอยู่ ณ เวลานี้ คือ เหตุใดหน่วยข่าวกรองอิสราเอลจึงไม่ได้พบความผิดปกติใด ๆ เดวิด คัลฟา บอกว่ามันเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล เป็นความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง และอาจเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์เมื่อปี 2516
ที่ผ่านมาอิสราเอลเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวถาวร มีความพร้อมรบทุกเวลา แต่ครั้งนี้ชัดเจนว่าอยู่ในระดับของ "การไม่เตรียมความพร้อม" อาจเป็นข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์และการประเมินในส่วนของหน่วยข่าวกรอง รวมถึงการเตรียมพร้อมของกองกำลังเฉพาะกิจด้วย จึงถูกโจมตีในลักษณะนี้ และทำให้อิสราเอลตกอยู่ในอากาศช็อกทั้งประเทศ ต้องตกอยู่ใน "หมอกแห่งสงคราม" ขณะที่ความสำเร็จของฮามาสขึ้นอยู่กับการโจมตี 3 ทิศทาง ทางบก ทางเรือและทางอากาศ
อิสราเอลเป็นประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยี ในการคาดการณ์ภัยคุกคามและขัดขวางก่อนที่จะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความคาดหวัง และอาจมีปัญหาในการวิเคราะห์ระดับภัยคุกคาม จากการที่หน่วยข่าวกรองอิสราเอลคาดการณ์ไว้ คือการบุกจากทางเหนือผ่านพื้นที่ของกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่ครั้งนี้ฮามาสบุกทางใต้ ทำให้ข่าวกรองตกอยู่ในสภาพ "ตาบอด" คือ มองไม่เห็น...
ทำไมฮามาสถึงเลือกโจมตีเวลานี้
สำหรับฮามาสนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะอิสราเอลกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันศาลและตุลาการอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งยังเป็นวิกฤตด้านอัตลักษณ์จากการแตกแยกทางสังคมและแตกขั้วในวงกว้าง ซึ่งฮามาสก็ไม่เคยปกปิดความตั้งใจที่จะฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอของอิสราเอลในช่วงนี้ และเชื่อว่าฮามาสได้รอเวลาที่อิสราเอลสั่นคลอน เผชิญการประท้วงทุกสัปดาห์ จนกระทั่งถึงวาระครบรอบ 50 ปี สงครามยมคิปปูร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เพื่อปฏิบัติตามรอยแนวร่วมอาหรับในอดีต ที่เด่นชัดทั้งเชิงสัญลักษณ์, การสื่อสารด้วยความมุ่งมั่นที่จะโจมตีอย่างรุนแรงและรวดเร็ว