สำนักงานอัยการสูงสุด (Crown Prosecution Service) หรือ CPS ระบุว่าเลตบีตั้งใจที่จะฆ่าเด็กทารกเหล่านั้น ทั้งยังหลอกให้เพื่อนร่วมงานเชื่อว่า เด็ก ๆ มีสาเหตุการตายตามธรรมชาติ โดยทำให้สารที่ไม่เป็นอันตราย เช่น น้ำนม อากาศ ของเหลว หรือแม้แต่ยาอย่างอินซูลิน กลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตเมื่ออยู่ในมือของเธอ ตำรวจยังพบบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของเธอในบ้านพักว่า
"ฉันไม่สมควรมีชีวิตอยู่ ฉันฆ่าพวกเขาโดยเจตนา เพราะฉันไม่เก่งพอที่จะดูแลพวกเขา"
"ฉันเป็นปีศาจ ฉันชั่วร้ายที่ทำแบบนี้"
โทษที่รอเลตบีอยู่คือ การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในเรือนจำตามรอยผู้หญิงอีก 2 คน ที่กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอยู่เช่นกัน
พวก ส.ส.กับพ่อแม่ของทารกเสียชีวิตเพราะน้ำมือของเลตบี ได้เรียกร้องให้ "ปรับแก้" กฎหมายแบบ "fast-tracked" เพื่อให้เธอรับผลของการกระทำ ขัดขวางไม่ให้ผู้กระทำผิดที่ "ขี้ขลาด" มีโอกาส "หลบหน้า" ครอบครัวของเหยื่อในศาล เนื่องจากคาดว่าเลตบีจะไม่ยอมไปฟังคำตัดสินลงโทษในศาล ซึ่งหมายความว่าเธอยังสามารถหลีกเลี่ยงการรับฟังถ้อยแถลงของพ่อแม่ของเหยื่อ ที่ระบุว่าเธอทำลายชีวิตพวกเขาไปอย่างไร พ่อของทารกคนหนึ่งบอกว่า "การยอมให้เธอไม่ไปขึ้นศาล ถือเป็นการ 'ตบหน้า' เหยื่อ"
มีรายงานว่า เลตบีจะได้รับการคุ้มครองจากทั้งตัวเธอเองและจากนักโทษคนอื่น โดยนักโทษทุกคนที่มีความผิดในคดีฆาตกรรม จะถูกจับตาเพื่อป้องกัน "การฆ่าตัวตาย" โดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่านักโทษที่ต้องโทษหลายสิบปี อาจพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งการเฝ้าระวังมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่กล้องวงจรปิดไปจนถึงการควบคุมโดยตรง โดยพัสดีเรือนจำโดยเฉพาะ ตลอดจนการตรวจสอบทุกๆ 5, 10 หรือ 15 นาที ซึ่งวิธีที่พบบ่อยที่สุดและเร็วที่สุดในการยุติเรื่องราวทั้งหมดที่พวกนักโทษใช้ในการฆ่าตัวตายคือ การแขวนคอ...
ในกรณีของเลตบี กลายเป็นภาระของพัสดีเรือนจำ ถ้าเผลอปล่อยให้เธอฆ่าตัวตายได้สำเร็จ เนื่องจากความของเธอมันช็อกคนทั้งประเทศ เพราะเหยื่อของเธอเป็นทารกที่ไร้เดียงสา ทุกคนล้วนต้องการให้เธอรับโทษอย่างสาสมต่อความผิดที่เธอก่อ
การกระทำของเลตบียังส่งผลไปถึง "เอลิสัน เคลลี" (Alison Kelly) ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลที่ Northern Care Alliance NHS Trust ได้ถูกสั่งพักงาน หลังถูกกล่าวหาในศาลในคดีของเลตบีว่า เธอเพิกเฉยต่อเสียงเตือนของแพทย์หลายคน ในขณะที่ยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลและคุณภาพที่ Countess of Chester Hospital ในช่วงที่เลตบีทำงานอยู่ และเกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้นที่หออภิบาลทารก และนักการเมืองหลายคนได้เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบ "ตำแหน่ง" ของเธอว่า มีคุณสมบัติที่เหมาะสมหรือไม่
ยังมีเรื่องดราม่าเกี่ยวกับ ดร.จอห์น กิ๊บส์ ที่ปรึกษาอาวุโส ที่พยายามเปิดโปงเลตบี แต่เขากลับเป็นฝ่ายช็อกเมื่อผู้บริหารโรงพยาบาลตอนนั้น คือ โทนี แชมเบอร์ส ( Tony Chambers) ได้เรียกประชุมกุมารแพทย์ 7 คน ตลอดจนผู้บริหาร ที่รวมทั้งผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2560 และสรุปว่า "เลตบีไม่ได้ทำอะไรผิด" ทั้งยังสั่งให้กุมารแพทย์เขียนจดหมายขอโทษเลตบีด้วย
ดร.กิ๊บส์ บอกด้วยว่าเขารู้สึกว่าถูกข่มขู่จากแชมเบอร์ส ที่พูดในที่ประชุมว่าเขาล้ำเส้นในประเด็นนี้ ขณะที่ ดร.สตีเฟน เบรียรีย์ (Dr Stephen Brearey) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของ ดร.กิ๊บส์ เปิดเผยต่อ BBC ว่า พวกกุมารแพทย์ได้รับคำเตือนว่า จะเจอ "ผลลัพธ์ที่ตามมา" ถ้าไม่ยอมเขียนจดหมายขอโทษเลตบี ส่งผลให้ ดร.กิ๊บส์ ลาออกตั้งแต่ตอนนั้น